แนวคิดใหม่ .......เครื่องดื่มสุขภาพ
อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส เป็นสารผสมอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้ นม นมถั่วเหลือง และเครื่องดื่มเสริมสารอาหารต่างๆ ช่วยให้การพัฒนาสูตรใหม่ๆ ทั้งในเชิงเทคนิคและคุณค่าทางโภชนาการกลายเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากและยังมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมานั้นไม่เพียงแต่จะน่ารับประทาน รสชาติถูกปาก แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายซึ่งในบางประเทศสามารถจะกล่าวอ้างประโยชน์เชิงสุขภาพบนฉลาก อันเป็นการสร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อีกด้วย
เนื่องจากอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส สามารถเลียนแบบไขมันได้ทั้งรสและเนื้อสัมผัส จึงสามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงรสชาติ ( Mouthfeel ) และปรับปรุงลักษณะความเป็นเนื้อครีมที่ให้ความหอมมัน ( Creaminess ) กับผลิตภัณฑ์นม โดยไม่เพิ่มความข้นหนืดให้กับผลิตภัณฑ์ แต่จะให้ลักษณะของเนื้อครีมและความเนียน ( Smoothness ) กับผลิตภัณฑ์สูตรไขมันต่ำ หากนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องดื่มที่มีการเสริมสารอาหารก็จะให้รสชาติและลักษณะเนื้อของผลิตภัณฑ์ (Body ) ที่ดี นอกจากนั้นยังช่วยปรับปรุงกลิ่นรส และให้คุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งล้วนตอบโจทย์การใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคในยุคนื้
อินนูลินยังมีคุณสมบัติบดบังกลิ่น ( Mask off flavors ) ซึ่งสามารถนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความเข้มสูง ( High intensity sweeteners ) และยังช่วยลดกลิ่นให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมวิตามิน และนมถั่วเหลือง ส่วนโอลิโกฟรุกโตสมีคุณสมบัติเด่นในด้านความหวาน โดยมีความหวาน 1/3 เท่าของน้ำตาล และช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้านกลิ่นรสเมื่อใช้ควบคู่กับสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความเข้มสูง และยังให้ความหวานที่ใกล้เคียงกับน้ำตาลอีกด้วย โอลิโกฟรุกโตสยังเป็นที่รู้จักกันว่าสามารถช่วยในการบดบังกลิ่นของลิโคริซ ( Licorice ) ในเครื่องดื่มที่มีการเติมน้ำตาลซูคราโลส
อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส เป็นฟรุกแทน ( Fructans ) ธรรมชาติ สกัดได้จากรากชิคอรี่ จัดเป็นแหล่งของใยอาหารที่สำคัญ มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ ผู้ผลิตในบางประเทศสามารถเสริมอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตสลงในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และระบุข้อความบนฉลากว่าเป็นแหล่งที่ “ ดี ” “ ( a good ) ” หรือ “ ยอดเยี่ยม ” “(excellent)” ของใยอาหาร โดยยังคงรักษาคุณสมบัติด้านรสชาติและเนื้อสัมผัสเอาไว้ คุณสมบัติพรีไบโอติกของอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักเนื่องจากช่วยทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มอีกด้วย
อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส สามารถใช้ทดแทนไขมัน และ/หรือน้ำตาลได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ เนื่องจากให้พลังงาน 2 กิโลแคลอรี่/กรัม ในขณะที่น้ำตาลให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่/กรัม และไขมันให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่/กรัม ทั้งยังให้รสชาติเป็นที่น่าพอใจ สามารถเสริมลงไปโดยไม่เกิดผลกระทบต่อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
เปิดตัวผลิตภัณฑ์จริงในตลาด
ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่เสริมอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส และจำหน่ายจริงในท้องตลาดมีอยู่หลายผลิตภัณฑ์ด้วยกัน ได้แก่
Hero Zuivel Fruitontbijt Tropical จากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ( Healthy start )
Fit Fruit Juice with Fiber น้ำผลไม้เสริมใยอาหาร จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มลดปริมาณแคลอรี่
Disfruta Don Simon และ MasVital จากสเปน ซึ่งกล่าวอ้างว่ามีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก
Stonyfield Farm หนึ่งในผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมในสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาซินไบโอติก ( Synbiotic ) ซึ่งมีคุณสมบัติร่วมกันของโพรไบโอติกและพรีไบโอติก ( Probiotic and Prebiotic ) ช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียม และสามารถกล่าวอ้างได้บนฉลากผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองและน้ำลูกพรุนในตลาดอเมริกา ซึ่งใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติพรีไบโอติกของอินนูลิน เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบทางเดินอาหารอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
สหราชอาณาจักร : น้ำดื่มหลากรสชาติ แบรนด์ “Works with Water” รวมถึง “Little Squirts” สำหรับเด็ก ”Delicate Balance” สำหรับเพศหญิง และ “Eau Man” “Water of Life” “Eau so Cool” และ “Aqua Family” ซึ่งเป็นสูตรที่พัฒนาขึ้น และมีผลการวิจัยเชิงคลินิกแล้วว่าสามารถช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียมได้ถึง 20 %
มาเลเซีย : “SmartBean Juice Smoothie” วางจำหน่ายเมื่อปลายปี พ.ศ.2549 โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่เพียงแค่วัยเด็กเท่านั้น โดยเน้นประโยชน์ด้านพรีไบโอติก
สิงคโปร์ : “Vitagen” เครื่องดื่มนมโพรไบโอติก วางจำหน่าย ในปี พ.ศ.2547 กับสูตรใหม่ลดน้ำตาล ซึ่งสามารถกล่าวอ้างว่ามีใยอาหารพรีไบโอติก
คุณสมบัติพรีไบโอติก
อินนูลินเป็นสารผสมอาหารพรีไบโอติก จัดเป็นใยอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ โดยเกิดการหมักที่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลายทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น Bifidus ซึ่งอาศัยอยู่ในส่วนลำไส้ใหญ่เจริญเติบโตและมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่วนแบคทีเรียที่ไม่ดีหรือแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคก็จะลดปริมาณลง ช่วยให้เกิดสมดุลของแบคทีเรียที่เหมาะสมในระบบทางเดินอาหาร และสร้างคุณสมบัติเชิงชีววิทยาในร่างกาย เช่น การผลิตวิตามินในเซลล์ภายในลำไส้ การดูดซึมแคลเซียมและแมกนีเซียม การเพิ่มความหนาแน่นของแร่ธาตุมวลกระดูก ( Bone mineral density ) การสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อภายในลำไส้ ประโยชน์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นระบบต่อต้านเชื้อโรคที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายคนเรา ดังนั้นสารผสมอาหารอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาระบบต่อต้านเชื้อโรคตามธรรมชาติของร่างกาย
เบื้องหลังพรีไบโอติก
ผลงานวิจัยในมนุษย์หลายชิ้นได้ศึกษาและพบประโยชน์เชิงสุขภาพของสารผสมอาหารพรีไบโอติกเมื่อมีการเสริมลงในอาหาร และช่วยให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสมดุล ดังเช่น
SYNCAN คณะผู้วิจัยซึ่งได้งบสนับสนุนจากสหภาพยุโรป พบว่าอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้เมื่อมีการใช้ร่วมกับโพรไบโอติก ( Synbiotic effect )
CROWNALIFE หนึ่งในทีมวิจัยชั้นแนวหน้า ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ได้ทำการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ พบว่าการเสริมอินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส มีประโยชน์ต่อผู้บริโภควัยสูงอายุ โดยคุณสมบัติของซินไบโอติกจะไปเสริมประสิทธิภาพของระบบทางเดินอาหาร ปรับปรุงการทำงานและรักษาสมดุลของลำไส้ โดยช่วยรักษาจุลินทรีย์ ( Microflora ) ที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อระบบทางเดินอาหาร Prof. Butel ได้ทำการศึกษาในศูนย์รับเลี้ยงเด็กอ่อนแห่งหนึ่งในกรุงปารีส พบว่าการบริโภคโอลิโกฟรุกโตสในปริมาณ 2 กรัม/วัน สามารถช่วยลดโรคทั่วไปที่มักพบในเด็กเล็ก เช่น โรคท้องร่วง อาการอาเจียน และไข้หวัด Prof. Abrams จากวิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ ( the Baylor College of Medicine ) และโรงพยาบาลเด็กเท็กซัส ( the Texas Children's Hospital ) ในเมืองฮูสตันทำการศึกษาเสริมอินนูลินที่อุดมไปด้วยโอลิโกฟรุกโตสลงในน้ำส้มและนม ตลอดระยะเวลาการศึกษา 1 ปี พบว่า พรีไบโอติกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาระดับสมดุลของแคลเซียมในกระดูก มีผลช่วยให้ปริมาณแร่ธาตุมวลกระดูก ( Bone mineral content ) เพิ่มขึ้น 15 % และความหนาแน่นของแร่ธาตุมวลกระดูกเพิ่มขึ้น 45 % ผลการศึกษานี้จึงสามารถสนับสนุนการกล่าวอ้างในเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพกระดูก ( Bone health ) ได้ว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีใยอาหารพรีไบโอติกชนิดอินนูลิน ที่อุดมไปด้วยโอลิโกฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบ สามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและความหนาแน่นของแร่ธาตุมวลกระดูก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคกระดูกเปราะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยชรา
ผู้ผลิตเครื่องดื่มทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มที่เสริมสารอาหาร ( Nutritionally enhanced beverages ) นับเป็นความท้าทายของนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะต้องปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการ โดยยังคงต้องรักษาความอร่อยทั้งในด้านรสชาติหรือเนื้อสัมผัสเอาไว้ สารผสมอาหารพรีไบโอติก ซึ่งมีประโยชน์ในด้านเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เสริมความแข็งแรงของกระดูก และเสริมกลไกการต่อต้านเชื้อโรคของร่างกายตามธรรมชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของการพัฒนาสูตรอาหารเพื่อสร้างความแตกต่างและสีสันให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มได้น่าสนใจไม่น้อย
ที่มา : Food Focus Thailand . August 2007. หน้าที่ 26-28.
เกี่ยวกับฉัน
- รักเทอทุกวัน
- ข้าพเจ้าชื่อ น.ส.ลัดดาวัลย์ เหลี่ยมศร ชื่อเล่น ลัดดา อายุ 15 ปี ฉันเรียนอยู่โรงเรียนชนแดนวิทยาคม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ครอบครัวของข้าพเจ้ามีสมาชิกทั้งหมด 4 คนคือ พ่อ แม่ น้อง และตัวฉัน ครอบครัวของข้าพเจ้ามีความสุขดี เพราะอยู่อย่างพอเพียง ฉันมีนิสัยที่ชอบหงุดหงิดง่ายมากๆ และเป็นคนอารมณ์ร้อน และไม่ชอบความวุ่นวาย ตัวการ์ตูนที่ฉันชอบคือ โดเรม่อน เพราะมันน่ารักดีน่ารักษาสีก็สวย
วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553
10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพ
ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 11:11 น. http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079603
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2551 11:11 น. http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079603
วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ความรัก
ความรัก
แม้จะเคยอ่านกันไบ้างแล้ว... แต่ลองอ่านอีกครั้งประไร... อย่างน้อยก็ช่วยเติมเต็มความรักในหัวใจของคุณไงครับ...
ในมุมหนึ่ง...
-หลายครั้งที่ฉันแอบมองหน้าเค้าเวลาที่เค้าเผลอ..เค้าน่ารักมาก แต่ทำไมนะเค้าถึงไม่เคยแม้แต่จะชำเลืองมองฉันเลย
-หลาย ครั้งที่เค้าคุยกับผู้หญิงคนอื่น แต่ฉันกลับรู้สึกหึงไปมากมาย..ทั้งที่เราเป็นแค่เพื่อนกัน..แต่เค้ากลับไม่ เคยที่แคร์ความรู้สึกฉันเลย
-หลายครั้งที่ฉันสารภาพอย่างอ้อมๆ กับเค้าว่าฉันแอบหลงรักผู้ชายคนนึงอยู่..เค้าก็รับฟังแล้วหัวเราะ แล้วบอกว่า..ดีแล้วล่ะที่เธอมีความรัก..แต่ใครน๊อจะเป็นผู้ชายที่โชคร้ายคน นั้น
-หลายครั้งที่ฉันแกล้งทำสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น.เพื่อหวัง ให้เค้ามีความรู้สึกว่าหึงบ้าง แต่เค้าก็ไม่เคยจะยินดียินร้ายสักนิด...มิหนำซ้ำยังเข้าไปคุยกับผู้ชายคน นั้นอย่างดีหน้าตาเฉย
- หลายครั้ง..ที่ฉันถามเค้าว่า ถ้าเกิดเธอว่าเธอรู้สึกว่ารักใคร แล้วเค้าไม่เคยรักตอบหรือแม้แต่จะมองมาเลย เธอจะรู้สึกอย่างไร..เค้ากลับตอบว่า เรื่องของผม
- หลายครั้งที่ฉันไม่สบาย ฉันแค่อยากได้ยินคำว่า..ทานยาหรือยัง เป็นห่วงนะ..แต่เค้ากลับแค่มองแล้วก็เดินผ่านไป
- หลายครั้งที่ฉันอยากให้เค้าเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์..แต่เค้าบอกว่า..ไม่ดีหรอก..เดี๋ยวแฟนเห็น
- หลายครั้งที่ฉันโทรไปหาเค้าพยายามคุยแบบเพื่อนเพื่อให้เค้าไม่อึดอัดแต่เค้า กลับพูดมาว่า..ทำไมถึงต้องโทรมาด้วย..อย่าทำให้ผมต้องพูดอะไรที่จะทำให้คุณ รู้สึกไม่ดีออกไปนะ..
-หลายครั้งที่ฉันอยากจะบอกความในใจออกไปให้เค้าได้รับรู้สักที..แต่ทุกๆคำที่ฉันได้รับจากเค้า ..มันเพียงพอแล้ว..
ฉัน ไม่ต้องการที่จะบอกอะไรเลยกับเขา..ฉันไม่เกลียดเค้าหรอก เพราะคนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกรักหรือเกลียดได้..ห้ามหัวใจกันไม่ได้หรอก....
.แต่ ต่อไปนี้ฉันคงไม่กล้าที่จะมองเธอแล้วล่ะ.ไม่คุย ไม่โทรไปหรือทำให้เธออึดอัดใจใดๆทั้งสิ้น.ลาก่อนนะคนดี...และลาก่อนความรัก ของฉัน......
ต่อท้าย #1 3 ก.พ. 2553, 21:14:19
.............อีกมุมหนึ่ง......
- หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าคุณแอบมองผมอยู่..คุณรู้มั้ยว่ามันทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคุณ..คุณน่ารักมาก
ผมไม่เคยใจสั่นแบบนี้มาก่อนเลย..สายตาคุณทำไมถึงได้ทำให้ผมเป็นได้ขนาดนี้นะ....
- หลายครั้งที่ผมต้องพยายามคุยกับผู้หญิงคนอื่นๆเพื่อให้ไม่ให้คิดกับคุณมากไปมากกว่านี้.แต่ผมห้ามหัวใจตัวเองไม่ได้เลย..ทำไมนะ...
- หลายครั้งที่คุณบอกผมว่าคุณแอบหลงรักผู้ชายคนนึงอยู่..คุณรู้ใหมหัวใจผมมันเจ็บปวดแค่ใหน..ทำไมถึงไม่เป็นผมนะ
- หลายครั้งที่ผมเห็นคุณสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น..ผมทรมานมากเลยรู้มั้ย...ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
..คุณมีแฟนแล้วสินะ..สำหรับ ผม..เพื่อนเท่านั้นที่คุณรู้สึกสินะ..แต่ผมก็ยอมได้..เพื่อคุณ....
-ทุกครั้งที่คุณถามผมว่าถ้าผมไปหลงรักใครโดยที่เค้าไม่เคยมองเลย ผมจะทำยังงัย..ผมตอบคุณไปแล้วนะ..เรื่องของผม..
คุณรู้มั้ยว่านั่นเป็นคำพูดที่ผมตอบกับตัวเอง..นั่นสินะ..เรื่องของผมที่จะรักผู้หญิงคนนี้โดยที่เค้าไม่เคยสนใจผมเลยแม้แต่น้อย.....
-ทุกครั้งที่คุณไม่สบาย.คุณรู้มั้ยว่าถ้าผมเจ็บแทนคุณได้..ผมจะไม่รอช้าเลย..คนดี..
คุณรู้มั้ยว่าผมมองเห็นเค้าคนนั้นเอายามาให้ คุณ..ผมไม่อาจทนดูภาพนั้นได้เลย..อยากเข้าไปชกหน้าเค้า
แต่ก็ทำไม่ได้..ผมถึงได้แค่มองแล้วก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ
คุณคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมยืนมองอยู่นานแค่ไหนด้วยห้วใจที่ปวดร้าว ถุงยาในมือผมมันร่วงลงตอนไหนไม่รู้......
-ทุกครั้งที่คุณบอกว่าจะให้ผมไปส่งคุณที่ป้ายรถเมล์..รู้มั้ยผมตื่นเต้นมากๆที่จะได้ไปส่งคุณ..
แต่ผมคงไม่ไปส่งคุณแค่ป้ายรถเมล์ หรอก..ผมอยากส่งคนที่ผมรักให้ถึงบ้านเลย..แต่พอนึกถึงหน้าของผู้ชายคนนั้น
แฟนคุณคนนั้น..ผมไม่อยากให้คุณมีปัญหา..ผมไม่อยากให้แฟนคุณเข้าใจผิด..ผมถึงได้บอกกับคุณว่า ไม่ดีหรอก เดี๋ยวแฟนเห็น...
-หลายครั้งที่คุณโทรหาผม..หัวใจผมมันเต้นตามเสียงของโทรศัพท์
ผมไม่อยากรับโทรศัพท์คุณเลย..ผมไม่อยากให้ใจผมมันรักคุณไปมากกว่านี้อีกแล้ว..มันทรมาน..
และในที่สุดผมก็ไม่อาจทนรอ ให้มันดังอย่างนั้นได้อีกแล้ว..ผมรับและตัดสินใจบอกคุณไปว่า
อย่าทำให้ผมต้องพูดอะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย..
(คุณรู้อะไรมั้ยเพราะผมกล้วว่าผมจะสารภา พความในใจกับคุณที่มันเก็บ ไว้มานานออกไป..
ผมกลัวใจตัวเองเหลือเกิน..ถ้าผมเผลอพูดออกไป..คุณคงรู้สึกไม่ดีคงเกลียดผมและเดินจากผมไป..
....ผมไม่อยากให้คุณจากผมไปไหนทั้งนั้น..ผมรักคุณนะ..)
แต่หลังจากวันนั้น..ทำไมคุณถึงเมินเฉยกับผมนัก..คุณรู้ตัวมั้ยสายตาที่คุณมองผมอย่างเย็นชานั้นน่ะ
..มันทำให้ผมไม่เป็นอันทำ อะไร..เป็นเหมือนเดิมได้มั้ยคนดี..กลับมาเหมือนเดิมกับผมได้มั้ย..
แม้จะได้แค่เป็นเพื่อนกับคุณเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น แค่นี้ ผมก็สุขใจแล้ว
..... เพราะอะไร..บอกผมสักคำ.......
บางทีสิ่งที่คุณเห็น..หรือสิ่งที่คุณคิด...จริงๆแล้วมันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย....
คุณรักใครทำดีกับเค้าให้มากๆ เพราะเค้าก็อาจจะพยายามทำดีเพื่อคุณอยู่ก็ได้..โดยที่คุณก็ไม่เคยได้รู้เลย
" ถ้ารัก..จงบอกออกไป..ก่อนจะสาย.."
แม้จะเคยอ่านกันไบ้างแล้ว... แต่ลองอ่านอีกครั้งประไร... อย่างน้อยก็ช่วยเติมเต็มความรักในหัวใจของคุณไงครับ...
ในมุมหนึ่ง...
-หลายครั้งที่ฉันแอบมองหน้าเค้าเวลาที่เค้าเผลอ..เค้าน่ารักมาก แต่ทำไมนะเค้าถึงไม่เคยแม้แต่จะชำเลืองมองฉันเลย
-หลาย ครั้งที่เค้าคุยกับผู้หญิงคนอื่น แต่ฉันกลับรู้สึกหึงไปมากมาย..ทั้งที่เราเป็นแค่เพื่อนกัน..แต่เค้ากลับไม่ เคยที่แคร์ความรู้สึกฉันเลย
-หลายครั้งที่ฉันสารภาพอย่างอ้อมๆ กับเค้าว่าฉันแอบหลงรักผู้ชายคนนึงอยู่..เค้าก็รับฟังแล้วหัวเราะ แล้วบอกว่า..ดีแล้วล่ะที่เธอมีความรัก..แต่ใครน๊อจะเป็นผู้ชายที่โชคร้ายคน นั้น
-หลายครั้งที่ฉันแกล้งทำสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น.เพื่อหวัง ให้เค้ามีความรู้สึกว่าหึงบ้าง แต่เค้าก็ไม่เคยจะยินดียินร้ายสักนิด...มิหนำซ้ำยังเข้าไปคุยกับผู้ชายคน นั้นอย่างดีหน้าตาเฉย
- หลายครั้ง..ที่ฉันถามเค้าว่า ถ้าเกิดเธอว่าเธอรู้สึกว่ารักใคร แล้วเค้าไม่เคยรักตอบหรือแม้แต่จะมองมาเลย เธอจะรู้สึกอย่างไร..เค้ากลับตอบว่า เรื่องของผม
- หลายครั้งที่ฉันไม่สบาย ฉันแค่อยากได้ยินคำว่า..ทานยาหรือยัง เป็นห่วงนะ..แต่เค้ากลับแค่มองแล้วก็เดินผ่านไป
- หลายครั้งที่ฉันอยากให้เค้าเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์..แต่เค้าบอกว่า..ไม่ดีหรอก..เดี๋ยวแฟนเห็น
- หลายครั้งที่ฉันโทรไปหาเค้าพยายามคุยแบบเพื่อนเพื่อให้เค้าไม่อึดอัดแต่เค้า กลับพูดมาว่า..ทำไมถึงต้องโทรมาด้วย..อย่าทำให้ผมต้องพูดอะไรที่จะทำให้คุณ รู้สึกไม่ดีออกไปนะ..
-หลายครั้งที่ฉันอยากจะบอกความในใจออกไปให้เค้าได้รับรู้สักที..แต่ทุกๆคำที่ฉันได้รับจากเค้า ..มันเพียงพอแล้ว..
ฉัน ไม่ต้องการที่จะบอกอะไรเลยกับเขา..ฉันไม่เกลียดเค้าหรอก เพราะคนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกรักหรือเกลียดได้..ห้ามหัวใจกันไม่ได้หรอก....
.แต่ ต่อไปนี้ฉันคงไม่กล้าที่จะมองเธอแล้วล่ะ.ไม่คุย ไม่โทรไปหรือทำให้เธออึดอัดใจใดๆทั้งสิ้น.ลาก่อนนะคนดี...และลาก่อนความรัก ของฉัน......
ต่อท้าย #1 3 ก.พ. 2553, 21:14:19
.............อีกมุมหนึ่ง......
- หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าคุณแอบมองผมอยู่..คุณรู้มั้ยว่ามันทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคุณ..คุณน่ารักมาก
ผมไม่เคยใจสั่นแบบนี้มาก่อนเลย..สายตาคุณทำไมถึงได้ทำให้ผมเป็นได้ขนาดนี้นะ....
- หลายครั้งที่ผมต้องพยายามคุยกับผู้หญิงคนอื่นๆเพื่อให้ไม่ให้คิดกับคุณมากไปมากกว่านี้.แต่ผมห้ามหัวใจตัวเองไม่ได้เลย..ทำไมนะ...
- หลายครั้งที่คุณบอกผมว่าคุณแอบหลงรักผู้ชายคนนึงอยู่..คุณรู้ใหมหัวใจผมมันเจ็บปวดแค่ใหน..ทำไมถึงไม่เป็นผมนะ
- หลายครั้งที่ผมเห็นคุณสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น..ผมทรมานมากเลยรู้มั้ย...ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
..คุณมีแฟนแล้วสินะ..สำหรับ ผม..เพื่อนเท่านั้นที่คุณรู้สึกสินะ..แต่ผมก็ยอมได้..เพื่อคุณ....
-ทุกครั้งที่คุณถามผมว่าถ้าผมไปหลงรักใครโดยที่เค้าไม่เคยมองเลย ผมจะทำยังงัย..ผมตอบคุณไปแล้วนะ..เรื่องของผม..
คุณรู้มั้ยว่านั่นเป็นคำพูดที่ผมตอบกับตัวเอง..นั่นสินะ..เรื่องของผมที่จะรักผู้หญิงคนนี้โดยที่เค้าไม่เคยสนใจผมเลยแม้แต่น้อย.....
-ทุกครั้งที่คุณไม่สบาย.คุณรู้มั้ยว่าถ้าผมเจ็บแทนคุณได้..ผมจะไม่รอช้าเลย..คนดี..
คุณรู้มั้ยว่าผมมองเห็นเค้าคนนั้นเอายามาให้ คุณ..ผมไม่อาจทนดูภาพนั้นได้เลย..อยากเข้าไปชกหน้าเค้า
แต่ก็ทำไม่ได้..ผมถึงได้แค่มองแล้วก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ
คุณคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมยืนมองอยู่นานแค่ไหนด้วยห้วใจที่ปวดร้าว ถุงยาในมือผมมันร่วงลงตอนไหนไม่รู้......
-ทุกครั้งที่คุณบอกว่าจะให้ผมไปส่งคุณที่ป้ายรถเมล์..รู้มั้ยผมตื่นเต้นมากๆที่จะได้ไปส่งคุณ..
แต่ผมคงไม่ไปส่งคุณแค่ป้ายรถเมล์ หรอก..ผมอยากส่งคนที่ผมรักให้ถึงบ้านเลย..แต่พอนึกถึงหน้าของผู้ชายคนนั้น
แฟนคุณคนนั้น..ผมไม่อยากให้คุณมีปัญหา..ผมไม่อยากให้แฟนคุณเข้าใจผิด..ผมถึงได้บอกกับคุณว่า ไม่ดีหรอก เดี๋ยวแฟนเห็น...
-หลายครั้งที่คุณโทรหาผม..หัวใจผมมันเต้นตามเสียงของโทรศัพท์
ผมไม่อยากรับโทรศัพท์คุณเลย..ผมไม่อยากให้ใจผมมันรักคุณไปมากกว่านี้อีกแล้ว..มันทรมาน..
และในที่สุดผมก็ไม่อาจทนรอ ให้มันดังอย่างนั้นได้อีกแล้ว..ผมรับและตัดสินใจบอกคุณไปว่า
อย่าทำให้ผมต้องพูดอะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย..
(คุณรู้อะไรมั้ยเพราะผมกล้วว่าผมจะสารภา พความในใจกับคุณที่มันเก็บ ไว้มานานออกไป..
ผมกลัวใจตัวเองเหลือเกิน..ถ้าผมเผลอพูดออกไป..คุณคงรู้สึกไม่ดีคงเกลียดผมและเดินจากผมไป..
....ผมไม่อยากให้คุณจากผมไปไหนทั้งนั้น..ผมรักคุณนะ..)
แต่หลังจากวันนั้น..ทำไมคุณถึงเมินเฉยกับผมนัก..คุณรู้ตัวมั้ยสายตาที่คุณมองผมอย่างเย็นชานั้นน่ะ
..มันทำให้ผมไม่เป็นอันทำ อะไร..เป็นเหมือนเดิมได้มั้ยคนดี..กลับมาเหมือนเดิมกับผมได้มั้ย..
แม้จะได้แค่เป็นเพื่อนกับคุณเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น แค่นี้ ผมก็สุขใจแล้ว
..... เพราะอะไร..บอกผมสักคำ.......
บางทีสิ่งที่คุณเห็น..หรือสิ่งที่คุณคิด...จริงๆแล้วมันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย....
คุณรักใครทำดีกับเค้าให้มากๆ เพราะเค้าก็อาจจะพยายามทำดีเพื่อคุณอยู่ก็ได้..โดยที่คุณก็ไม่เคยได้รู้เลย
" ถ้ารัก..จงบอกออกไป..ก่อนจะสาย.."
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สถานที่ท่องเที่ยว
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
อยู่ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ถนนปราจีนอนุสรณ์ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างขึ้นโดยทรัพย์สินส่วนตัว ในปี พ.ศ. 2452 เพื่อถวายเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสมณฑลปราจีน มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นตึกสองชั้นแบบยุโรป สมัยเรอเนสซองส์ มีมุขด้านหน้า ตรงกลางเป็นโดม ผนังด้านนอกเป็นปูนปั้นลายพฤกษาประดับซุ้มประตูและหน้าต่าง ภายในตกแต่งแบบตะวันตก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ภายในตึกจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร โดยจะเป็นศูนย์การรวบรวมอนุรักษ์ตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรี อีกทั้งยังเป็นแหล่งการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร และการแพทย์ของท้องถิ่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดยารักษาโรค มีการนวด อบ ประคบและฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง จำหน่ายในราคาย่อมเยา โทร. 0 3721 1088
น้ำตกเขาอีโต้
ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม น้ำตกเขาอีโต้เป็นธารน้ำที่ไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ความสูงไม่มากนัก สภาพบริเวณโดยรอบเป็นป่าโปร่ง มีน้ำมากเฉพาะในช่วงฤดูฝน
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์ แต่อยู่เลยไปอีกประมาณ 400 เมตร
น้ำตกธารรัตนา
ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม ระยะทางประมาณ 100 เมตร จากถนนสายเนินหอม-เขาใหญ่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองปราจีนบุรีประมาณ 25 กิโลเมตร มีสภาพเป็นแก่งน้ำไหลตามหุบเขาในเทือกเขาใหญ่มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน
น้ำตกห้วยเกษียร
บริเวณตัวน้ำตกเป็นป่าเขา ปากทางแยกเข้าน้ำตกแห่งนี้อยู่ที่หมู่บ้านขอนขวาง ตำบลดงขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 166 หรือห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร แยกซ้ายมือเข้าสู่ตัวน้ำตกอีกประมาณ 4 กิโลเมตร
น้ำตกเหวนรก
อยู่บนเส้นทางสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครราชสีมา และสระบุรี เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวย ความสูงประมาณ 60 เมตร และมีหน้าผาสูงชัน น้ำไหลแรงสู่หุบเหวเบื้องล่างในช่วงฤดูฝน
การเดินทาง จากตัวเมืองปราจีนบุรีไปตามถนนสุวรรณศรจนถึงสี่แยกเนินหอม (เวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3077 ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 24 ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาใหญ่ เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาเข้าไปตัวน้ำตก การเดินทางที่จะเข้าไปชมน้ำตกนั้นต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร บริเวณต้นน้ำตกมีทางเดินลงไปยังจุดชมวิวน้ำตกที่สามารถมองเห็นน้ำตกเหวนรกในมุมมองที่สวยงาม
พิพิธภัณฑ์พระครูอุทัยธรรมธารี
อยู่ถัดจากศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไปทางจังหวัดสระแก้ว เป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์และศิลปะวัตถุของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งของที่จัดทำขึ้นใหม่เลียนแบบศิลปะโบราณ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุประมาณ 900 ชิ้น อาทิ กำไลสำริด ภาชนะดินเผา เครื่องเคลือบ พระพุทธรูปปางต่างๆ เหรียญเงินตราของประเทศเพื่อนบ้านสมัยก่อน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
ตั้งอยู่ทางด้านหลังของศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ประมาณ 200 เมตร เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์โบราณคดี ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมของโบราณวัตถุในเขต 7 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ตราด และระยอง ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปเคารพในศาสนาฮินดู ศิวลึงค์ ทับหลัง เครื่องใช้สำริด และ จัดแสดงศิลปะในประเทศไทยสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบ รวมทั้งเครื่องถ้วยสังคโลกที่พบใต้ทะเลจากบริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี นอกจากนั้นยังจัดสถานที่ส่วนหนึ่งสำหรับนิทรรศการชั่วคราวในโอกาสต่าง ๆ ด้วย พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ วันอังคาร อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3721 1586
วัดแก้วพิจิตร
ตั้งอยู่ริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำบางปะกง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2422 โดยเศรษฐีนีใจบุญชาวปราจีนบุรีชื่อนางประมูลโภคา (แก้ว ประสังสิต) ภรรยาของขุนประมูลภักดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สร้างพระอุโบสถเพิ่มเติม จึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และลวดลายประดับอาคารผสมผสานระหว่างศิลปไทย จีน ยุโรป และเขมร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ ฝาผนังด้านนอกพระอุโบสถมีภาพปูนปั้นเรื่องรามเกียรติ์ ภายในพระอุโบสถมีภาพวาดบนแผ่นผ้าเกี่ยวกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา เช่น ทศชาติชาดก มารผจญ วาดโดยช่างหลวงในรัชกาลที่ 6 ด้านหน้าพระอุโบสถมีอาคารเรียนหนังสือไทยนักธรรมบาลีเป็นอาคารคอนกรีต รูปสถูปโดม ศิลปกรีกหรือโรมันอยู่หลังหนึ่ง นอกจากนั้นภายในวัดแก้วพิจิตรยังมีหอพระไตรปิฎกและศาลาตรีมุขที่ท่าน้ำ บรรยากาศภายในวัดร่มรื่น
วัดโบสถ์
อยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองปราจีนบุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ภายในวัดมีพระพุทธรูป 3 องค์ ประดิษฐานเรียงรายไปตามริมแม่น้ำ คือ พระพุทธรูปปางลีลา พระนามว่า “พระสิริมงคลนิมิต” พระพุทธรูปปางประทับนั่งห้อยพระบาท พระนามว่า “พระสรรพสิทธินาวา” พระพุทธรูปปางประทับนอน พระนามว่า “พระมหาชินไสยาสน์” ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ
การเดินทาง จากถนนเทศบาลดำริถึงสี่แยกถนนสุวินทวงศ์ ทางหลวงหมายเลข 319 แล้วตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 3071 ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ประดิษฐานอยู่ ณ สี่แยกเนินหอม อยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 320 ประมาณ 9 กิโลเมตร วงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะตั้งอยู่ทางขวามือ ศาลแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท่าประทับยืน เหตุที่สร้างศาลขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่านในคราวกรีฑาทัพจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปปราบนักพระสัฏฐาแห่งเมืองละแวก ระหว่างการเดินทางทัพได้หยุดพักทัพในเขตปราจีนบุรี ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงนิยมมาสักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ถนนปราจีนอนุสรณ์ ข้างหอประชุมอำเภอเมือง เดิมเป็นอาคารในโรงจักรถลุงทอง จัดสร้างโดยพระปรีชากลกาล (สำอาง อมาตยกุล) สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปกรรมไทยกับแบบตะวันตก ทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และได้ทำการบูรณะซ่อมแซม จัดทำเป็นศูนย์วัฒนธรรมเพื่อเป็นที่รวบรวมเอกสาร วัตถุโบราณ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวบ้านในท้องถิ่น
สวนนกวัดสันทรีย์
ตั้งอยู่ที่ตำบลวัดเป็นที่ชุมนุมของนกนานาชนิด เช่น นกแขวก นกกาน้ำ นกกระยาง จำนวนนับหมื่นจะมาชุมนุมกันทุกปี ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับนักดูนก
การเดินทาง ใช้เส้นทางเข้าทางเดียวกับวัดโบสถ์แต่มีทางแยกขวามือ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร
สวนพันธุ์ไผ่
ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไผ่นานาชนิดปลูกไว้เพื่อการศึกษา และขยายพันธุ์ อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ การเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข 33 เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกเนินหอม (วงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ไปตามทางหลวงหมายเลข 3077 สายแยกเนินหอม-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นถนนไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์
ก่อสร้างเป็นเขื่อนดิน สูงประมาณ 16.50 เมตร ยาว 740 เมตร จากปากทางเข้าอ่างเก็บน้ำให้เลี้ยวซ้ายจะมีถนนขึ้นไปจนถึงยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร และช่วงกิโลเมตรที่ 6 จะเป็น เนินพิศวง หรือ เนินมหัศจรรย์ ยาวประมาณ 150 เมตร ถ้าจอดรถแล้วปล่อยเกียร์ว่างไว้รถจะไหลขึ้นเนินได้ซึ่งเกิดจากภาพลวงตาจากภูมิประเทศโดยรอบ
การเดินทาง จากสี่แยกเนินหอม แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 33 ไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกให้แยกซ้ายมือ ระหว่างกิโลเมตรที่ 160-161 เลยไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ ในเขตตำบลดงขี้เหล็ก นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมตะเกียงโบราณแล้ว ยังมีของเก่าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นธนบัตรเก่า เหรียญเก่า ลอตเตอรี่เก่า ตู้ไม้สัก โต๊ะเครื่องแป้ง ตลอดจนตู้เย็นน้ำมันก๊าด พัดลมที่ใช้น้ำมันก๊าด นาฬิกาไขลาน วิทยุไม้ ตะเกียงลาน จักยานและตราชั่งเก่า ที่อีหลายคนยังไม่เคยเห็น โดยจุดสนใจและได้รับความนิยมมากก็คือลอตเตอรี่ เมื่อเดินชมรอบแล้วยังสามารถพักผ่อนบริเวณสวนสงบที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติอันสวยงาม ทั้งนี้ภายนอกอาคารยังมีบ่อปลาสำหรับท่านให้อาหารปลาเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ 135 ถ.ปราจีนตคาม ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ไปทาง อ.ประจันตคามเมื่อท่านได้ก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ท่านจะได้พบกับตะเกียงจำนวนมากมหาศาลซึ่งมีแขวนอยู่ทุกๆที่ ไม่ว่าจะเป็นตามที่จอดรถ ร้านค้าบนเพดานตามอาคารต่างๆ แม้กระทั่งห้องน้ำอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ โทรศัพท์ 037-217551 , 037-217552 มือถือ 081-2958218
เว็บไซต์ www.yusuksuwanmuseum.com E-mail : yusuksuwan@hotmail.com
อยู่ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ถนนปราจีนอนุสรณ์ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างขึ้นโดยทรัพย์สินส่วนตัว ในปี พ.ศ. 2452 เพื่อถวายเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสมณฑลปราจีน มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นตึกสองชั้นแบบยุโรป สมัยเรอเนสซองส์ มีมุขด้านหน้า ตรงกลางเป็นโดม ผนังด้านนอกเป็นปูนปั้นลายพฤกษาประดับซุ้มประตูและหน้าต่าง ภายในตกแต่งแบบตะวันตก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว ภายในตึกจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร โดยจะเป็นศูนย์การรวบรวมอนุรักษ์ตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรี อีกทั้งยังเป็นแหล่งการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร และการแพทย์ของท้องถิ่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดยารักษาโรค มีการนวด อบ ประคบและฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง จำหน่ายในราคาย่อมเยา โทร. 0 3721 1088
น้ำตกเขาอีโต้
ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม น้ำตกเขาอีโต้เป็นธารน้ำที่ไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ความสูงไม่มากนัก สภาพบริเวณโดยรอบเป็นป่าโปร่ง มีน้ำมากเฉพาะในช่วงฤดูฝน
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์ แต่อยู่เลยไปอีกประมาณ 400 เมตร
น้ำตกธารรัตนา
ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม ระยะทางประมาณ 100 เมตร จากถนนสายเนินหอม-เขาใหญ่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองปราจีนบุรีประมาณ 25 กิโลเมตร มีสภาพเป็นแก่งน้ำไหลตามหุบเขาในเทือกเขาใหญ่มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน
น้ำตกห้วยเกษียร
บริเวณตัวน้ำตกเป็นป่าเขา ปากทางแยกเข้าน้ำตกแห่งนี้อยู่ที่หมู่บ้านขอนขวาง ตำบลดงขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 166 หรือห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร แยกซ้ายมือเข้าสู่ตัวน้ำตกอีกประมาณ 4 กิโลเมตร
น้ำตกเหวนรก
อยู่บนเส้นทางสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครราชสีมา และสระบุรี เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวย ความสูงประมาณ 60 เมตร และมีหน้าผาสูงชัน น้ำไหลแรงสู่หุบเหวเบื้องล่างในช่วงฤดูฝน
การเดินทาง จากตัวเมืองปราจีนบุรีไปตามถนนสุวรรณศรจนถึงสี่แยกเนินหอม (เวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3077 ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 24 ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาใหญ่ เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาเข้าไปตัวน้ำตก การเดินทางที่จะเข้าไปชมน้ำตกนั้นต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร บริเวณต้นน้ำตกมีทางเดินลงไปยังจุดชมวิวน้ำตกที่สามารถมองเห็นน้ำตกเหวนรกในมุมมองที่สวยงาม
พิพิธภัณฑ์พระครูอุทัยธรรมธารี
อยู่ถัดจากศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไปทางจังหวัดสระแก้ว เป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์และศิลปะวัตถุของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งของที่จัดทำขึ้นใหม่เลียนแบบศิลปะโบราณ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุประมาณ 900 ชิ้น อาทิ กำไลสำริด ภาชนะดินเผา เครื่องเคลือบ พระพุทธรูปปางต่างๆ เหรียญเงินตราของประเทศเพื่อนบ้านสมัยก่อน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
ตั้งอยู่ทางด้านหลังของศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ประมาณ 200 เมตร เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์โบราณคดี ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมของโบราณวัตถุในเขต 7 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ตราด และระยอง ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปเคารพในศาสนาฮินดู ศิวลึงค์ ทับหลัง เครื่องใช้สำริด และ จัดแสดงศิลปะในประเทศไทยสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบ รวมทั้งเครื่องถ้วยสังคโลกที่พบใต้ทะเลจากบริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี นอกจากนั้นยังจัดสถานที่ส่วนหนึ่งสำหรับนิทรรศการชั่วคราวในโอกาสต่าง ๆ ด้วย พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ วันอังคาร อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3721 1586
วัดแก้วพิจิตร
ตั้งอยู่ริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำบางปะกง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2422 โดยเศรษฐีนีใจบุญชาวปราจีนบุรีชื่อนางประมูลโภคา (แก้ว ประสังสิต) ภรรยาของขุนประมูลภักดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สร้างพระอุโบสถเพิ่มเติม จึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และลวดลายประดับอาคารผสมผสานระหว่างศิลปไทย จีน ยุโรป และเขมร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ ฝาผนังด้านนอกพระอุโบสถมีภาพปูนปั้นเรื่องรามเกียรติ์ ภายในพระอุโบสถมีภาพวาดบนแผ่นผ้าเกี่ยวกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา เช่น ทศชาติชาดก มารผจญ วาดโดยช่างหลวงในรัชกาลที่ 6 ด้านหน้าพระอุโบสถมีอาคารเรียนหนังสือไทยนักธรรมบาลีเป็นอาคารคอนกรีต รูปสถูปโดม ศิลปกรีกหรือโรมันอยู่หลังหนึ่ง นอกจากนั้นภายในวัดแก้วพิจิตรยังมีหอพระไตรปิฎกและศาลาตรีมุขที่ท่าน้ำ บรรยากาศภายในวัดร่มรื่น
วัดโบสถ์
อยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองปราจีนบุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ภายในวัดมีพระพุทธรูป 3 องค์ ประดิษฐานเรียงรายไปตามริมแม่น้ำ คือ พระพุทธรูปปางลีลา พระนามว่า “พระสิริมงคลนิมิต” พระพุทธรูปปางประทับนั่งห้อยพระบาท พระนามว่า “พระสรรพสิทธินาวา” พระพุทธรูปปางประทับนอน พระนามว่า “พระมหาชินไสยาสน์” ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ
การเดินทาง จากถนนเทศบาลดำริถึงสี่แยกถนนสุวินทวงศ์ ทางหลวงหมายเลข 319 แล้วตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 3071 ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ประดิษฐานอยู่ ณ สี่แยกเนินหอม อยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 320 ประมาณ 9 กิโลเมตร วงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะตั้งอยู่ทางขวามือ ศาลแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท่าประทับยืน เหตุที่สร้างศาลขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่านในคราวกรีฑาทัพจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปปราบนักพระสัฏฐาแห่งเมืองละแวก ระหว่างการเดินทางทัพได้หยุดพักทัพในเขตปราจีนบุรี ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงนิยมมาสักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี
ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ถนนปราจีนอนุสรณ์ ข้างหอประชุมอำเภอเมือง เดิมเป็นอาคารในโรงจักรถลุงทอง จัดสร้างโดยพระปรีชากลกาล (สำอาง อมาตยกุล) สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปกรรมไทยกับแบบตะวันตก ทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และได้ทำการบูรณะซ่อมแซม จัดทำเป็นศูนย์วัฒนธรรมเพื่อเป็นที่รวบรวมเอกสาร วัตถุโบราณ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวบ้านในท้องถิ่น
สวนนกวัดสันทรีย์
ตั้งอยู่ที่ตำบลวัดเป็นที่ชุมนุมของนกนานาชนิด เช่น นกแขวก นกกาน้ำ นกกระยาง จำนวนนับหมื่นจะมาชุมนุมกันทุกปี ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับนักดูนก
การเดินทาง ใช้เส้นทางเข้าทางเดียวกับวัดโบสถ์แต่มีทางแยกขวามือ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร
สวนพันธุ์ไผ่
ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินหอม มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไผ่นานาชนิดปลูกไว้เพื่อการศึกษา และขยายพันธุ์ อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ การเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข 33 เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกเนินหอม (วงเวียนศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ไปตามทางหลวงหมายเลข 3077 สายแยกเนินหอม-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นถนนไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร หรือห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์
ก่อสร้างเป็นเขื่อนดิน สูงประมาณ 16.50 เมตร ยาว 740 เมตร จากปากทางเข้าอ่างเก็บน้ำให้เลี้ยวซ้ายจะมีถนนขึ้นไปจนถึงยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร และช่วงกิโลเมตรที่ 6 จะเป็น เนินพิศวง หรือ เนินมหัศจรรย์ ยาวประมาณ 150 เมตร ถ้าจอดรถแล้วปล่อยเกียร์ว่างไว้รถจะไหลขึ้นเนินได้ซึ่งเกิดจากภาพลวงตาจากภูมิประเทศโดยรอบ
การเดินทาง จากสี่แยกเนินหอม แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 33 ไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกให้แยกซ้ายมือ ระหว่างกิโลเมตรที่ 160-161 เลยไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงอ่างเก็บน้ำจักรพงษ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ ในเขตตำบลดงขี้เหล็ก นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมตะเกียงโบราณแล้ว ยังมีของเก่าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นธนบัตรเก่า เหรียญเก่า ลอตเตอรี่เก่า ตู้ไม้สัก โต๊ะเครื่องแป้ง ตลอดจนตู้เย็นน้ำมันก๊าด พัดลมที่ใช้น้ำมันก๊าด นาฬิกาไขลาน วิทยุไม้ ตะเกียงลาน จักยานและตราชั่งเก่า ที่อีหลายคนยังไม่เคยเห็น โดยจุดสนใจและได้รับความนิยมมากก็คือลอตเตอรี่ เมื่อเดินชมรอบแล้วยังสามารถพักผ่อนบริเวณสวนสงบที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติอันสวยงาม ทั้งนี้ภายนอกอาคารยังมีบ่อปลาสำหรับท่านให้อาหารปลาเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ 135 ถ.ปราจีนตคาม ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ไปทาง อ.ประจันตคามเมื่อท่านได้ก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ท่านจะได้พบกับตะเกียงจำนวนมากมหาศาลซึ่งมีแขวนอยู่ทุกๆที่ ไม่ว่าจะเป็นตามที่จอดรถ ร้านค้าบนเพดานตามอาคารต่างๆ แม้กระทั่งห้องน้ำอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ โทรศัพท์ 037-217551 , 037-217552 มือถือ 081-2958218
เว็บไซต์ www.yusuksuwanmuseum.com E-mail : yusuksuwan@hotmail.com
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ดอกไม้ประจำวันเกิด
ดอกไม้ประจําวันเกิด
Fd.mail
สมัยโบราณเชื่อกันไว้ว่า ในแต่ละวันจะมีต้นไม้และดอกไม้ประจำวัน
ซึ่งเชื่อกันว่า หากใครที่ปลูกต้นไม้หรือดอกไม้ประจำวันเกิด แล้วต้นไม้หรือดอกไม้เจริญเติบโตได้ดี ชีวิตก็จะก้าวหน้า ร่างกายแข็งแรงหรือถ้าออกดอกเบ่งบาน เชื่อกันว่าจะมีความสุขความสมหวังเสมอ ตรงกันข้าม หากดอกไม้หรือต้นไม้เกิดเหี่ยวเฉาลงก็จะเป็นลางเตือนเจ้าของต้นไม้ ดอกไม้ได้เหมือนกัน
หากว่าเธอคนนั้นเกิดวัน...
เธอที่เกิดวันอาทิตย์
ต้นไม้ประจำวันเกิดเป็น ต้นพวงแสด ต้นพุทธรักษา ต้นธรรมรักษา และต้นเยอร์บีร่าที่มีดอกสีส้ม ส่วนดอกไม้ประจำวันเกิดเป็นดอกกุหลาบสีส้ม จะถูกโฉลกกับเธอที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้มีนิสัยทะเยอทะยานและกระตือรือลัน เธอและดอกไม้มีความหมายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ดอกไม้อีกชนิดสำหรับผู้เกิดวันนี้คือ ดอกทานตะวัน อันเป็นสัญลักษณ์คู่กับพระอาทิตย์เสมอ บอกถึงตัวเธอที่เชื่อมั่น หัวสูง ถือตัว และหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย
เธอที่เกิดวันจันทร์
ต้นไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ต้นมะลิ ต้นแก้ว ต้นพุด ต้นจำปี ยิ่งถ้าปลูกแล้วออกดอกหอม เธอจะยิ่งโชคดี ดอกไม้ประจำวันเกิดคือดอกมะลิขาวสะอาด หมายถึงตัวเธอที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เรียบร้อย
ส่วนดอกไม้อีกชิดคือ ดอกกุหลาบขาว หมายถึงความรักที่อ่อนโยนและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพราะคนวันจันทร์มักอ่อนไหวง่าย โรแมนติก และช่างฝัน
เธอที่เกิดวันอังคาร
ต้นไม้ที่แสนดีของเธอคือ ต้นชัยพฤกษ์ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นยี่โถ ออกดอกสีชมพู ต้นเข็มออกดอกสีชมพู ถ้าต้นไม้ของเธอออกดอกมากๆ บอกได้ว่าเธอกำลังมีความสุขดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกล้วยไม้
โดยเฉพาะที่ออกดอกสีชมพู เพราะมีความหมายถึงความรักที่ร้อนรุ่ม หวือหวา วูบวาบตามอารมณ์ของคนที่เกิดวันนี้
เธอที่เกิดวันพุธ
ต้นไม้ประจำตัวคนที่เกิดวันพุธนั้นพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่เป็นต้นไม้ใบเขียว โดยเฉพาะต้นกระดังงา ต้นสนฉัตร ดังนั้นเธอควรปลูกต้นไม้เยอะๆ ถึงจะโชคดี ต้นไม้เหล่านั้นจะช่วยปกป้องคุ้มครองเธอได้ คือ ดอกบัว หมายถึงจิตใจอันสงบ เพราะคนที่เกิดวันพุธมักชอบเป็นนักการทูตและรัก สันติภาพดอกไม้ประจำวันเกิดคือ คือดอกบัว ซึ่งคนที่เกิดวันพุธมักจะเป็นนักคำนวณ (เงิน) สีเหลืองอร่ามราวกับทองของดอกไม้ชิดนี้ หมายถึงรักของเธอต้องมาพร้อมเงิน
เธอที่เกิดวันพฤหัสบดี
เธอที่เกิดวันนี้ มีต้นไม้ประจำตัวคือ ต้นโสน ต้นราชพฤกษ์ และต้นบานบุรี
หากมีต้นไม้เหล่านี้อยู่ในบ้านจะช่วยคุ้มครองดูแลเธอ ดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกุหลาบสีเหลือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรัก รักซ้อนซ่อนใจ เพราะคนที่เกิดวันนี้เป็นคนรักงายหน่ายเร็ว เจ้าชู้เล็กๆ ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือดอกคาร์เนชั่นสีชมพู หมายถึงรักของเธอที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน เธอที่เกิดวันนี้ จริงๆ แล้วเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน น่ารักเหมือนดอกไม้ของเธอนั่นแหละ
เธอที่เกิดวันศุกร์
ต้นไม้ที่แสนดีของคนที่วันศุกร์คือ ต้นพยับหมอก ต้นแส ต้นอัญชัน
ส่วนดอกไม้ที่ถูกแลกโชคดีของเธอคือ กุหลาบทุกสี เพราะคนที่เกิดวันศุกร์มักเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มีเสน่ห์ล้นเหลือหรือจะเป็นดอกไม้เจ้าเสน่ห์ที่มีความหมายหวานแหววแบบดอกไวโอแลตว่า "ฉันรักเธอแล้ว หากรักฉันก็บอกกันบ้างนะ" คนเกิดวันศุกร์บางอารมณ์ก็โลเล จึงได้ดอกลาเวนเดอร์ที่มีความหมายถึงรักที่สับสน ไม่แน่นอน ไปครองอีกดอกหนึ่ง
เธอที่เกิดวันเสาร์
จะมีต้นไม้พวก ตันกัลปังหา ต้นพวงคราม ต้นอินทนิล เป็นต้นไม้ประจำวันเกิด และดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกลิลลี่ อันหมายถึงรักครั้งแรก รักที่บริสุทธิ์เพราะคนที่เกิดวันเสาร์เป็นคนจริงจังและซีเรียส จึงรักใครยากหน่อย ทว่าดอกลิลี่เป็นดอกที่กระทบใจคนขี้เหงาวันเสาร์ได้ดีทีเดียว
แล้วคุณหละเกิดวันไหน
Fd.mail
สมัยโบราณเชื่อกันไว้ว่า ในแต่ละวันจะมีต้นไม้และดอกไม้ประจำวัน
ซึ่งเชื่อกันว่า หากใครที่ปลูกต้นไม้หรือดอกไม้ประจำวันเกิด แล้วต้นไม้หรือดอกไม้เจริญเติบโตได้ดี ชีวิตก็จะก้าวหน้า ร่างกายแข็งแรงหรือถ้าออกดอกเบ่งบาน เชื่อกันว่าจะมีความสุขความสมหวังเสมอ ตรงกันข้าม หากดอกไม้หรือต้นไม้เกิดเหี่ยวเฉาลงก็จะเป็นลางเตือนเจ้าของต้นไม้ ดอกไม้ได้เหมือนกัน
หากว่าเธอคนนั้นเกิดวัน...
เธอที่เกิดวันอาทิตย์
ต้นไม้ประจำวันเกิดเป็น ต้นพวงแสด ต้นพุทธรักษา ต้นธรรมรักษา และต้นเยอร์บีร่าที่มีดอกสีส้ม ส่วนดอกไม้ประจำวันเกิดเป็นดอกกุหลาบสีส้ม จะถูกโฉลกกับเธอที่เกิดวันอาทิตย์ ผู้มีนิสัยทะเยอทะยานและกระตือรือลัน เธอและดอกไม้มีความหมายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ดอกไม้อีกชนิดสำหรับผู้เกิดวันนี้คือ ดอกทานตะวัน อันเป็นสัญลักษณ์คู่กับพระอาทิตย์เสมอ บอกถึงตัวเธอที่เชื่อมั่น หัวสูง ถือตัว และหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย
เธอที่เกิดวันจันทร์
ต้นไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ต้นมะลิ ต้นแก้ว ต้นพุด ต้นจำปี ยิ่งถ้าปลูกแล้วออกดอกหอม เธอจะยิ่งโชคดี ดอกไม้ประจำวันเกิดคือดอกมะลิขาวสะอาด หมายถึงตัวเธอที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เรียบร้อย
ส่วนดอกไม้อีกชิดคือ ดอกกุหลาบขาว หมายถึงความรักที่อ่อนโยนและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพราะคนวันจันทร์มักอ่อนไหวง่าย โรแมนติก และช่างฝัน
เธอที่เกิดวันอังคาร
ต้นไม้ที่แสนดีของเธอคือ ต้นชัยพฤกษ์ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นยี่โถ ออกดอกสีชมพู ต้นเข็มออกดอกสีชมพู ถ้าต้นไม้ของเธอออกดอกมากๆ บอกได้ว่าเธอกำลังมีความสุขดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกล้วยไม้
โดยเฉพาะที่ออกดอกสีชมพู เพราะมีความหมายถึงความรักที่ร้อนรุ่ม หวือหวา วูบวาบตามอารมณ์ของคนที่เกิดวันนี้
เธอที่เกิดวันพุธ
ต้นไม้ประจำตัวคนที่เกิดวันพุธนั้นพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่เป็นต้นไม้ใบเขียว โดยเฉพาะต้นกระดังงา ต้นสนฉัตร ดังนั้นเธอควรปลูกต้นไม้เยอะๆ ถึงจะโชคดี ต้นไม้เหล่านั้นจะช่วยปกป้องคุ้มครองเธอได้ คือ ดอกบัว หมายถึงจิตใจอันสงบ เพราะคนที่เกิดวันพุธมักชอบเป็นนักการทูตและรัก สันติภาพดอกไม้ประจำวันเกิดคือ คือดอกบัว ซึ่งคนที่เกิดวันพุธมักจะเป็นนักคำนวณ (เงิน) สีเหลืองอร่ามราวกับทองของดอกไม้ชิดนี้ หมายถึงรักของเธอต้องมาพร้อมเงิน
เธอที่เกิดวันพฤหัสบดี
เธอที่เกิดวันนี้ มีต้นไม้ประจำตัวคือ ต้นโสน ต้นราชพฤกษ์ และต้นบานบุรี
หากมีต้นไม้เหล่านี้อยู่ในบ้านจะช่วยคุ้มครองดูแลเธอ ดอกไม้ประจำวันเกิดของเธอคือ ดอกกุหลาบสีเหลือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรัก รักซ้อนซ่อนใจ เพราะคนที่เกิดวันนี้เป็นคนรักงายหน่ายเร็ว เจ้าชู้เล็กๆ ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือดอกคาร์เนชั่นสีชมพู หมายถึงรักของเธอที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน เธอที่เกิดวันนี้ จริงๆ แล้วเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน น่ารักเหมือนดอกไม้ของเธอนั่นแหละ
เธอที่เกิดวันศุกร์
ต้นไม้ที่แสนดีของคนที่วันศุกร์คือ ต้นพยับหมอก ต้นแส ต้นอัญชัน
ส่วนดอกไม้ที่ถูกแลกโชคดีของเธอคือ กุหลาบทุกสี เพราะคนที่เกิดวันศุกร์มักเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มีเสน่ห์ล้นเหลือหรือจะเป็นดอกไม้เจ้าเสน่ห์ที่มีความหมายหวานแหววแบบดอกไวโอแลตว่า "ฉันรักเธอแล้ว หากรักฉันก็บอกกันบ้างนะ" คนเกิดวันศุกร์บางอารมณ์ก็โลเล จึงได้ดอกลาเวนเดอร์ที่มีความหมายถึงรักที่สับสน ไม่แน่นอน ไปครองอีกดอกหนึ่ง
เธอที่เกิดวันเสาร์
จะมีต้นไม้พวก ตันกัลปังหา ต้นพวงคราม ต้นอินทนิล เป็นต้นไม้ประจำวันเกิด และดอกไม้ประจำวันเกิดคือ ดอกลิลลี่ อันหมายถึงรักครั้งแรก รักที่บริสุทธิ์เพราะคนที่เกิดวันเสาร์เป็นคนจริงจังและซีเรียส จึงรักใครยากหน่อย ทว่าดอกลิลี่เป็นดอกที่กระทบใจคนขี้เหงาวันเสาร์ได้ดีทีเดียว
แล้วคุณหละเกิดวันไหน
โรคอ้วน
อ้วน
สาเหตุของการอ้วน
1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่เป็นคนอ้วน ลูกก็มีโอกาสอ้วนได้มาก
2. ทานอาหาร มากเกินต้องการของร่างกาย อาหารที่เกินนี้จะกลายเป็นไขมันสะสม ทำให้น้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้น
3. กิจกรรมน้อย เมื่ออายุมากขึ้น การใช้แรงงานของร่างกายลดลง ทำให้มีพลังงานเหลือเก็บ สะสมเป็นไขมัน
5. ยา บางอย่าง เมื่อกินเข้าไปแล้ว ทำให้อยากอาหารมากขึ้น, รับประทานอาหารมากขึ้น
6. ภาวะจิตใจ ผิดปกติ
คุณเข้าข่ายของสาเหตุพวกนี้หรือไม่ ถ้าใช่ทำอย่างไรดี???
วิธีลดความอ้วน
1. การควบคุมอาหาร
2. ออกกำลังกาย
3. การใช้ยาลดน้ำหนัก
4. การใช้อาหารลดน้ำหนัก
5. การผ่าตัด
6. การฝังเข็ม
7. การกดจุด
คนอ้วนมักจะทานอาหารที่มีแคลอรี่ เกินความต้องการของภายในแต่ละวัน จึงทำให้มีพลังงานเหลือใช้ ซึ่งจะถูกนำไปเก็บไนรูปไขมัน
การออกกำลังกาย แต่อย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารเลยทำให้การลดความอ้วนเป็นไปได้ยาก แม้เราจะพยายามออกกำลัง มาก ๆ ทุกวัน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญ พลังงานได้ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณอาหารที่เรารับประทานแล้ว เรารับพลังงานจากอาหารเข้าไปมากกว่า พลังงานที่เผาผลาญไปจากการออกกำลังกาย
ทำไมเราจึงต้องลดความอ้วน
เพราะความอ้วน ทำให้เกิดโรคได้มากกว่า คนปกติ ได้แก่
1. โรคเบาหวาน
2. ความดันโลหิตสูง
3. ไขมันในเลือดสูง
4. นิ่วในถงน้ำดี
5. โรคปอด
6. ข้อเสื่อม
7. โรคหัวใจ
8. มีความต้านทานต่อโรคต่ำ
9. มะเร็ง
ความอ้วนยังทำให้เกิดปมด้อยอีกด้วย
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการดวบคุมอาหาร
1. ทานอาหารมื้อเย็นให้น้อยที่สุด เพราะอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ค่อยได้นำไปใช้มักจะเก็บสะสม ในรูปไขมัน
2. ค่อย ๆ ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
3. งดอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ
4. ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ ลดการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เบียร์ สุรา
5. ไม่ทานอาหารทอด ทานอาหารที่ปรุงโดยการ ต้ม นึ่ง อบเผา ปิ้ง
6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือโคเรสเตอรอลสูง เช่น เนย ไข่แดง ปลาหมึก เค็ก คุ๊กกี้ เครื่องใน หมูสามชั้น ขาหมู หนังไก่ ข้าวมันไก่
7. ควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่นเนื้อสัตว์ แต่ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่นเนื้อปลา
8. รับประทานผักให้มาก เพราะให้พลังงานแคลอรี่น้อย แต่ช่วยเพิ่มกากใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ให้เกลือแร่และวิตามินด้วย
9. ลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน
10. เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยกินเมื่อหิวเท่านั้น ไม่กินพร่ำเพรื่อ กินอาหารช้า ๆ เคี้ยวช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด
11. พยายามมุ่งมั่นในการลดน้ำหนัก เตือนสติตัวเองอยู่เสมอ พยายามชั่งน้ำหนักตัวเองบ่อย ๆ ทุกวัน ทำตารางการออกกำลังกาย ตารางการทานอาหารในแต่ละมื้อ
สาเหตุของการอ้วน
1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่เป็นคนอ้วน ลูกก็มีโอกาสอ้วนได้มาก
2. ทานอาหาร มากเกินต้องการของร่างกาย อาหารที่เกินนี้จะกลายเป็นไขมันสะสม ทำให้น้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้น
3. กิจกรรมน้อย เมื่ออายุมากขึ้น การใช้แรงงานของร่างกายลดลง ทำให้มีพลังงานเหลือเก็บ สะสมเป็นไขมัน
5. ยา บางอย่าง เมื่อกินเข้าไปแล้ว ทำให้อยากอาหารมากขึ้น, รับประทานอาหารมากขึ้น
6. ภาวะจิตใจ ผิดปกติ
คุณเข้าข่ายของสาเหตุพวกนี้หรือไม่ ถ้าใช่ทำอย่างไรดี???
วิธีลดความอ้วน
1. การควบคุมอาหาร
2. ออกกำลังกาย
3. การใช้ยาลดน้ำหนัก
4. การใช้อาหารลดน้ำหนัก
5. การผ่าตัด
6. การฝังเข็ม
7. การกดจุด
คนอ้วนมักจะทานอาหารที่มีแคลอรี่ เกินความต้องการของภายในแต่ละวัน จึงทำให้มีพลังงานเหลือใช้ ซึ่งจะถูกนำไปเก็บไนรูปไขมัน
การออกกำลังกาย แต่อย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารเลยทำให้การลดความอ้วนเป็นไปได้ยาก แม้เราจะพยายามออกกำลัง มาก ๆ ทุกวัน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญ พลังงานได้ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณอาหารที่เรารับประทานแล้ว เรารับพลังงานจากอาหารเข้าไปมากกว่า พลังงานที่เผาผลาญไปจากการออกกำลังกาย
ทำไมเราจึงต้องลดความอ้วน
เพราะความอ้วน ทำให้เกิดโรคได้มากกว่า คนปกติ ได้แก่
1. โรคเบาหวาน
2. ความดันโลหิตสูง
3. ไขมันในเลือดสูง
4. นิ่วในถงน้ำดี
5. โรคปอด
6. ข้อเสื่อม
7. โรคหัวใจ
8. มีความต้านทานต่อโรคต่ำ
9. มะเร็ง
ความอ้วนยังทำให้เกิดปมด้อยอีกด้วย
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการดวบคุมอาหาร
1. ทานอาหารมื้อเย็นให้น้อยที่สุด เพราะอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ค่อยได้นำไปใช้มักจะเก็บสะสม ในรูปไขมัน
2. ค่อย ๆ ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
3. งดอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ
4. ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ ลดการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เบียร์ สุรา
5. ไม่ทานอาหารทอด ทานอาหารที่ปรุงโดยการ ต้ม นึ่ง อบเผา ปิ้ง
6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือโคเรสเตอรอลสูง เช่น เนย ไข่แดง ปลาหมึก เค็ก คุ๊กกี้ เครื่องใน หมูสามชั้น ขาหมู หนังไก่ ข้าวมันไก่
7. ควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่นเนื้อสัตว์ แต่ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่นเนื้อปลา
8. รับประทานผักให้มาก เพราะให้พลังงานแคลอรี่น้อย แต่ช่วยเพิ่มกากใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ให้เกลือแร่และวิตามินด้วย
9. ลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน
10. เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยกินเมื่อหิวเท่านั้น ไม่กินพร่ำเพรื่อ กินอาหารช้า ๆ เคี้ยวช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด
11. พยายามมุ่งมั่นในการลดน้ำหนัก เตือนสติตัวเองอยู่เสมอ พยายามชั่งน้ำหนักตัวเองบ่อย ๆ ทุกวัน ทำตารางการออกกำลังกาย ตารางการทานอาหารในแต่ละมื้อ
บทความการศึกษา
นักเรียนพิจิตรนับหมื่นปลื้มจนน้ำตาคลอเบ้า
ข้าราชการครูและนักเรียนจังหวัดพิจิตรนับหมื่นดีใจน้ำตาคลอเบ้า ขอขอบคุณรัฐบาล ที่ดำเนินโครงการคืนครูให้นักเรียนได้ทันเวลาเปิดเรียนภาคแรกปีการศึกษา 2552 ตามนโยบายเร่งด่วนของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะปฏิรูป การศึกษาตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงกระจายโอกาสให้ประชาชน ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ
เป้าหมายของรัฐบาล จะสำเร็จได้ยากหากครู ยังคงมีภารกิจอย่างอื่น นอกจากการเรียนการสอน มากเหลือเกิน จนอาจจะกล่าวได้ว่ามีเวลาสอนไม่ถึงครึ่งของเวลาทำการ ดังนั้นนโยบายคืนครูให้กับนักเรียน โดยการจัดให้มีการบรรจุ ครูธุรการ ไปทำหน้าที่แทนครูที่ต้องรับภาระอันหนักอยู่ ในโรงเรียนต่างๆนั้น จึงเป็นนโยบายที่โดนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่ง ที่สนับสนุนให้การปฎิรูปการศึกษาของรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
คุณหญิงกษมา วรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวยกย่อง ชมเชยและเห็นอกเห็นใจ ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ดำเนินโครงการคืนครูให้กับนักเรียน สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในคอลัมภ์พบกันทุกวันอังคาร เมื่อวันที่ 12 พฤษาคม 2552
ดร.สุรเสน ทั่งทอง ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตรเขต 1 (สพท. พจ.1) กล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ว่ากลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้งานในสังกัด สพท.พจ.1 ประสบความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจนั้นคือการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552 เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน “การปฏิบัติงานทุกอย่างของข้าราชการ มีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมือง และประชาชนทุกคน ข้าราชการทุกฝ่าย ทุกระดับ จึงต้องทำความเข้าใจในความสำคัญข้อนี้ให้ถ่องแท้ และเพียรพยายามปฏิบัติงานของตนด้วยความตั้งใจ จริงใจ และด้วยความรับผิดชอบอย่างสูง เพื่อให้งานที่ทำบังเกิดผลเป็นประโยชน์เป็นความเจริญมั่นคงแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง” ซึ่งท่านผู้อำนวยการได้ฝากให้นำมาเป็นหลักปฏิบัติ ในการดำเนินงานตาม ภาระ หน้าที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานตามโครงการคืนครูให้กับนักเรียน นั้น สพท. พจ.1 ได้รับเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการอบรม ให้ความรู้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติหน้าที่ธุรการโรงเรียน ของ สพท. พจ.1 สพท.พจ.2 ศูนย์การศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาในสังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รวมทั้งสิ้น 151 คน เพื่อให้มีความพร้อม มีความรับผิดชอบ มีความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงานธุรการ การประสานงาน ความรู้เกี่ยวกับงาน สารบรรณ ความรู้เกี่ยวกับงานพัสดุ ความรู้เกี่ยวกับงานข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งบรรลุผลสำเร็จ และประหยัดเงินงบประมาณของทางราชการ ด้วยความร่วมมือของข้าราชการในสังกัดและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาบุคลากรทุกคนที่ร่วมใจกัน น้อมนำพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังกล่าวข้างต้น มายึดถือเป็นแนวปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการของตน
จากการสอบถาม นายประทวน อินทร์เถื่อน และ นายนุกูล นิยมไทย รองผอ.สพท. พจ.1 ผู้รับผิดชอบและกำกับดูแลโครงการนี้ ทราบว่าจากการประเมินผลการอบรมครูธุรการที่ผ่านการอบรมระหว่าง วันทึ่ 7-27 พฤษภาคม 2552 รวม 20 วัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ ห้องประชุม ชาลวัน สพท. พจ.1 นั้นปรากฏว่าผู้เข้ารับการอบรมมีประสิทธิภาพ อยู่ในขั้นสูงมาก ทั้งด้านความตั้งใจ และองค์ความรู้ คิดเป็นร้อยละ 98 ของเกณฑ์ประเมินที่กำหนดไว้ จึงมั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนทุกคนที่ผ่านการอบรมครั้งนี้ จะไปทำงานได้ผลดีเป็นที่พอใจ ของผู้บริหารโรงเรียนและช่วยเหลือคุณครูตามโรงเรียนหรือกลุ่มโรงเรียนเดิมที่ต้องทำงานอยู่หลายหน้าที่ทั้งด้านการเรียนการสอนและงานธุรการคงจะได้มีเวลาให้กับนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่กันเสียที
โครงการนี้จึงทำให้ครูและนักเรียนดีใจมาก บางคนปลื้มจนน้ำตาคลอเบ้าทีเดียว เพราะไม่คิดว่าจะได้ครูธุรการ มาช่วยรวดเร็วขนาดนี้ บางคนถึงกับอุทานว่า “ดีใจที่ฝันเป็นจริงแล้ว” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้นอยู่แล้วแต่ยังต้องรับผิดชอบ ทำงานธุรการอีกด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่หนักใจมากที่เดียว และเป็นผลทำให้การพัฒนาการเรียนการสอนของเด็กไม่ดีดั่งใจของครู นับต่อแต่นี้ไป คุณครูยิ้มได้ นักเรียนคงจะได้เรียนอย่างมีความสุข ก็หวังว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนในจังหวัดพิจิตรจะพัฒนา ขึ้นเป็นลำดับ คุณผู้อ่านเห็นด้วยไหมค่ะ
ดร. ฉวีรรณ เจริญทรัพย์
ข้าราชการครูและนักเรียนจังหวัดพิจิตรนับหมื่นดีใจน้ำตาคลอเบ้า ขอขอบคุณรัฐบาล ที่ดำเนินโครงการคืนครูให้นักเรียนได้ทันเวลาเปิดเรียนภาคแรกปีการศึกษา 2552 ตามนโยบายเร่งด่วนของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะปฏิรูป การศึกษาตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงกระจายโอกาสให้ประชาชน ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ
เป้าหมายของรัฐบาล จะสำเร็จได้ยากหากครู ยังคงมีภารกิจอย่างอื่น นอกจากการเรียนการสอน มากเหลือเกิน จนอาจจะกล่าวได้ว่ามีเวลาสอนไม่ถึงครึ่งของเวลาทำการ ดังนั้นนโยบายคืนครูให้กับนักเรียน โดยการจัดให้มีการบรรจุ ครูธุรการ ไปทำหน้าที่แทนครูที่ต้องรับภาระอันหนักอยู่ ในโรงเรียนต่างๆนั้น จึงเป็นนโยบายที่โดนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่ง ที่สนับสนุนให้การปฎิรูปการศึกษาของรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
คุณหญิงกษมา วรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวยกย่อง ชมเชยและเห็นอกเห็นใจ ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ดำเนินโครงการคืนครูให้กับนักเรียน สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในคอลัมภ์พบกันทุกวันอังคาร เมื่อวันที่ 12 พฤษาคม 2552
ดร.สุรเสน ทั่งทอง ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจิตรเขต 1 (สพท. พจ.1) กล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ว่ากลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้งานในสังกัด สพท.พจ.1 ประสบความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจนั้นคือการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552 เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน “การปฏิบัติงานทุกอย่างของข้าราชการ มีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมือง และประชาชนทุกคน ข้าราชการทุกฝ่าย ทุกระดับ จึงต้องทำความเข้าใจในความสำคัญข้อนี้ให้ถ่องแท้ และเพียรพยายามปฏิบัติงานของตนด้วยความตั้งใจ จริงใจ และด้วยความรับผิดชอบอย่างสูง เพื่อให้งานที่ทำบังเกิดผลเป็นประโยชน์เป็นความเจริญมั่นคงแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง” ซึ่งท่านผู้อำนวยการได้ฝากให้นำมาเป็นหลักปฏิบัติ ในการดำเนินงานตาม ภาระ หน้าที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานตามโครงการคืนครูให้กับนักเรียน นั้น สพท. พจ.1 ได้รับเกียรติจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการอบรม ให้ความรู้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติหน้าที่ธุรการโรงเรียน ของ สพท. พจ.1 สพท.พจ.2 ศูนย์การศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาในสังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รวมทั้งสิ้น 151 คน เพื่อให้มีความพร้อม มีความรับผิดชอบ มีความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงานธุรการ การประสานงาน ความรู้เกี่ยวกับงาน สารบรรณ ความรู้เกี่ยวกับงานพัสดุ ความรู้เกี่ยวกับงานข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งบรรลุผลสำเร็จ และประหยัดเงินงบประมาณของทางราชการ ด้วยความร่วมมือของข้าราชการในสังกัดและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาบุคลากรทุกคนที่ร่วมใจกัน น้อมนำพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังกล่าวข้างต้น มายึดถือเป็นแนวปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการของตน
จากการสอบถาม นายประทวน อินทร์เถื่อน และ นายนุกูล นิยมไทย รองผอ.สพท. พจ.1 ผู้รับผิดชอบและกำกับดูแลโครงการนี้ ทราบว่าจากการประเมินผลการอบรมครูธุรการที่ผ่านการอบรมระหว่าง วันทึ่ 7-27 พฤษภาคม 2552 รวม 20 วัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ ห้องประชุม ชาลวัน สพท. พจ.1 นั้นปรากฏว่าผู้เข้ารับการอบรมมีประสิทธิภาพ อยู่ในขั้นสูงมาก ทั้งด้านความตั้งใจ และองค์ความรู้ คิดเป็นร้อยละ 98 ของเกณฑ์ประเมินที่กำหนดไว้ จึงมั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนทุกคนที่ผ่านการอบรมครั้งนี้ จะไปทำงานได้ผลดีเป็นที่พอใจ ของผู้บริหารโรงเรียนและช่วยเหลือคุณครูตามโรงเรียนหรือกลุ่มโรงเรียนเดิมที่ต้องทำงานอยู่หลายหน้าที่ทั้งด้านการเรียนการสอนและงานธุรการคงจะได้มีเวลาให้กับนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่กันเสียที
โครงการนี้จึงทำให้ครูและนักเรียนดีใจมาก บางคนปลื้มจนน้ำตาคลอเบ้าทีเดียว เพราะไม่คิดว่าจะได้ครูธุรการ มาช่วยรวดเร็วขนาดนี้ บางคนถึงกับอุทานว่า “ดีใจที่ฝันเป็นจริงแล้ว” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้นอยู่แล้วแต่ยังต้องรับผิดชอบ ทำงานธุรการอีกด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่หนักใจมากที่เดียว และเป็นผลทำให้การพัฒนาการเรียนการสอนของเด็กไม่ดีดั่งใจของครู นับต่อแต่นี้ไป คุณครูยิ้มได้ นักเรียนคงจะได้เรียนอย่างมีความสุข ก็หวังว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนในจังหวัดพิจิตรจะพัฒนา ขึ้นเป็นลำดับ คุณผู้อ่านเห็นด้วยไหมค่ะ
ดร. ฉวีรรณ เจริญทรัพย์
ความรักแม่ที่มีต่อลูก
เรื่องสั้น ความรักที่แม่มีต่อลูก
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: ความรัก, บทความ
แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชาย เหลือเกิน …
สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน …
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม …
ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ… ไม่ถาม… ไม่ว่าอะไร…
ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก
ไกลมากแล้ว…..ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป …
… ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า …
“ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ จะได้ไม่หลงทาง…”
อ่านแล้วน่าสงสารนะคะ ความรักของแม่แม้จะรู้ว่าลูกจะนำตัวเองไปปล่อย กลับไม่กลัว แต่กลัวลูก จะหาทางกลับบ้านไม่เจอ อย่าทิ้งแม่นะคะแม่เป็นผู้มีพระคุณที่สุด ใกล้จะวันแม่แล้วอย่าลืมหา ดอกมะลิหอมๆ แถมกลอนเพราะๆ ไปกราบท่านนะคะ
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: ความรัก, บทความ
แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชาย เหลือเกิน …
สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน …
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม …
ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ… ไม่ถาม… ไม่ว่าอะไร…
ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก
ไกลมากแล้ว…..ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป …
… ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า …
“ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ จะได้ไม่หลงทาง…”
อ่านแล้วน่าสงสารนะคะ ความรักของแม่แม้จะรู้ว่าลูกจะนำตัวเองไปปล่อย กลับไม่กลัว แต่กลัวลูก จะหาทางกลับบ้านไม่เจอ อย่าทิ้งแม่นะคะแม่เป็นผู้มีพระคุณที่สุด ใกล้จะวันแม่แล้วอย่าลืมหา ดอกมะลิหอมๆ แถมกลอนเพราะๆ ไปกราบท่านนะคะ
วิธีปราบสิว
วิธีปราบสิว
เรื่อง พญ. ลลิตา ธีระสิริ
ไม่มีใครชอบสิว ก็...มันทำให้หายสวย ยิ่งวัยรุ่นละก็ เม็ดสิวบนใบหน้าถือเป็นเรื่องคอขาดบาทตายเอาเลยทีเดียว
สิวเกิดหลายสาเหตุ สิวหนุ่มสาวเกิดจากฮอร์โมนเพศสวิงขึ้นลงพลุ่งพล่าน สิวเกิดจากความสกปรก ทำให้ต่อมไขมันติดเชื้อก็ได้ เกิดจากความเครียดความกังวลก็ได้ เช่น เกิดก่อนการมีประจำเดือน เกิดตอนอดนอน หรือตอนดูหนังสือสอบ ท้องผูกก็ทำให้เป็นสิว ฯลฯ ดูเหมือนว่าสิวมันพร้อมที่จะประทุบนใบหน้าได้ทุกเมื่อแหล่ะ
เราสามารถใช้ธรรมชาติบำบัดกำจัดสิวได้ ดังนี้
1. เสริมความแข็งแรงของผิวหน้า ใบหน้าของเราเผชิญกับมลภาวะหลากรูปแบบ จึงจำเป็นที่มันต้องป้องกันตัวของมันให้ได้ วิธีการไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำให้บริเวณผิวหน้าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน และสังกะสี
เบต้าแคโรทีน จะทำให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นริ้วรอย ตลอดจนป้องกันรอยปริแยกของผิว ไม่ให้เกิดขึ้นง่ายๆ ผิวหน้าที่ออกเหลืองนิดๆ ด้วยสีของเบต้าแคโรทีนใต้ผิวหนังจะกลายสภาพเป็นเกราะกำบังสิวได้เป็นอย่างดี
คงจำได้ว่าเบต้าแคโรทีนมีมากในผักและผลไม้เท่านั้น ในเนื้อ นม ไข่ ไม่มี ผักสีเขียวจัดๆ ผลไม้สีเหลือง แดงจะมีเบต้าแคโรทีนสูง มะละกอ มะม่วงสุก ฟักทอง แครอท เป็นต้น ควรหามากินเป็นประจำ จนผิวมีสีออกเหลืองนิดๆ ไม่ต้องเหลืองมากเดี๋ยวจะไม่สวยอีก
สำหรับสังกะสีจะทำให้ผิวสมานตัวเร็ว รอยแผล รอยสิว หรือสิวอักเสบจะหายได้เร็วกว่า สำหรับสังกะสีมีมากในจมูกข้าวสาลีและเมล็ดฟักทอง
2. เพิ่มภูมิต่านทานด้วยวิตามินซี หากอยากกำราบสิวอักเสบ จำเป็นต้องเพิ่มภูมิต้านทานให้ดีเยี่ยม และไม่มีอะไรดีกว่าการใช้วิตามินซีจากผักสดและผลไม้สดเป็นประจำ เม็ดเลือดขาวของเราจะทำงานมีประสิทธิภาพดีมาก หากวิตามินซีในร่างกายเพียงพอ การดื่มน้ำคั้นจากผลไม้สดเป็นประจำจะช่วยได้ น้ำส้มคั้นสดๆ หรือน้ำฝรั่งคั้นสดมีวิตามินซีสูง แต่ต้องคั้นแล้วดื่มเลย อย่าทิ้งไว้วิตามินซีจะได้ไม่สลายตัวเวลาถูกกับอากาศ
3. กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ธรรมชาติบำบัดถือว่าสิวเกิดจากสารพิษ หากสารพิษค้างอยู่ในเลือดมากเกินไป ร่างกายจะดันเอาสารพิษออกไปอยู่ที่ผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังเป็นส่วนที่ปลอดภัยที่สุด สิวจึงปะทุออกมาอยู่บนใบหน้า แผ่นหลัง ต้นแขน ฯลฯ นั่นแหล่ะเป็นวิธีที่ร่างกายกำจัดสารพิษทิ้งด้วยตัวของมันเอง และนี่เองทีท้องผูกเป็นต้นเหตุของสิว เวลาอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ พิษจากอุจจาระสามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดเยอะแยะเลย
ดังนั้น หากเป็นสิวเรื้อรังและอยากจะหาย การอดด้วยวิธีกินผลไม้ทั้งวัน เช่น กินฝรั่ง หรือมะละกอทั้งสักสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยร่างกายขับสารพิษออกไปได้
การสวนกาแฟก็จะไปกระตุ้นตับให้ขับสารพิษออกมาได้มากขึ้น และทำให้สิวหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากสวนกาแฟเป็น ให้สวนทุกวันจะช่วยได้มาก การแก้ปัญหาท้องผูกด้วยการกินสารเส้นใยให้มากพอ การกินข้าวกล้องทุกมื้อ กินเมล็ดธัญพืช กินผัก ผลไม้เป็นประจำ ดื่มน้ำมากๆ จะช่วยบรรเทาอาการของสิวลง
4. หาทางคลายเครียด การฝึกจิตสงบด้วยโยคะ ชี่กงไท้เก๊ก มีประโยชน์ การฝึกสมาธิ สวดมนต์เป็นประจำยิ่งดีใหญ่เลย การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อระเหิดความเครียดจะช่วยได้มาก แต่อย่าลืมว่าอาหารก็สามารถใช้ลดความเครียดได้ อาหารที่มีวิตามินบีและซีสูงๆ จะทำให้หายเครียดได้ ซึ่งก็ไม่พ้นที่ต้องกินข้าวกล้องผักสดและผลไม้สดเป็นประจำนั่นแหล่ะ
ข้อควรระวังสำหรับคนเป็นสิวคือ อย่านอนดึก อย่าเอามือสกปรกจับหรือลูบใบหน้า อย่าล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมทุกครั้ง เพราะผิวหน้าจะแห้งเกินไป ติดเชื้อง่ายพยายามเลี่ยงอาหารไขมันสูง เนย ชีส ช็อกโกแลต กะทิ อะไรทำนองนี้ เพื่อที่ไขมันจะได้ไม่ล้นเกิน จะได้ไม่เป็นภาระของร่างกายที่ต้องขับน้ำมันออกไปตามต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ให้เสี่ยงต่ออาการอักเสบติดเชื้อ วิธีนี้จะลดอัตราเสี่ยงของการเกิดสิวลง
--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : ขวัญเรือน ปักษ์หลังพฤษภาคม 2550 ฉบับที่ 852 ปีที่ 39
เรื่อง พญ. ลลิตา ธีระสิริ
ไม่มีใครชอบสิว ก็...มันทำให้หายสวย ยิ่งวัยรุ่นละก็ เม็ดสิวบนใบหน้าถือเป็นเรื่องคอขาดบาทตายเอาเลยทีเดียว
สิวเกิดหลายสาเหตุ สิวหนุ่มสาวเกิดจากฮอร์โมนเพศสวิงขึ้นลงพลุ่งพล่าน สิวเกิดจากความสกปรก ทำให้ต่อมไขมันติดเชื้อก็ได้ เกิดจากความเครียดความกังวลก็ได้ เช่น เกิดก่อนการมีประจำเดือน เกิดตอนอดนอน หรือตอนดูหนังสือสอบ ท้องผูกก็ทำให้เป็นสิว ฯลฯ ดูเหมือนว่าสิวมันพร้อมที่จะประทุบนใบหน้าได้ทุกเมื่อแหล่ะ
เราสามารถใช้ธรรมชาติบำบัดกำจัดสิวได้ ดังนี้
1. เสริมความแข็งแรงของผิวหน้า ใบหน้าของเราเผชิญกับมลภาวะหลากรูปแบบ จึงจำเป็นที่มันต้องป้องกันตัวของมันให้ได้ วิธีการไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำให้บริเวณผิวหน้าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน และสังกะสี
เบต้าแคโรทีน จะทำให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้น ไม่เป็นริ้วรอย ตลอดจนป้องกันรอยปริแยกของผิว ไม่ให้เกิดขึ้นง่ายๆ ผิวหน้าที่ออกเหลืองนิดๆ ด้วยสีของเบต้าแคโรทีนใต้ผิวหนังจะกลายสภาพเป็นเกราะกำบังสิวได้เป็นอย่างดี
คงจำได้ว่าเบต้าแคโรทีนมีมากในผักและผลไม้เท่านั้น ในเนื้อ นม ไข่ ไม่มี ผักสีเขียวจัดๆ ผลไม้สีเหลือง แดงจะมีเบต้าแคโรทีนสูง มะละกอ มะม่วงสุก ฟักทอง แครอท เป็นต้น ควรหามากินเป็นประจำ จนผิวมีสีออกเหลืองนิดๆ ไม่ต้องเหลืองมากเดี๋ยวจะไม่สวยอีก
สำหรับสังกะสีจะทำให้ผิวสมานตัวเร็ว รอยแผล รอยสิว หรือสิวอักเสบจะหายได้เร็วกว่า สำหรับสังกะสีมีมากในจมูกข้าวสาลีและเมล็ดฟักทอง
2. เพิ่มภูมิต่านทานด้วยวิตามินซี หากอยากกำราบสิวอักเสบ จำเป็นต้องเพิ่มภูมิต้านทานให้ดีเยี่ยม และไม่มีอะไรดีกว่าการใช้วิตามินซีจากผักสดและผลไม้สดเป็นประจำ เม็ดเลือดขาวของเราจะทำงานมีประสิทธิภาพดีมาก หากวิตามินซีในร่างกายเพียงพอ การดื่มน้ำคั้นจากผลไม้สดเป็นประจำจะช่วยได้ น้ำส้มคั้นสดๆ หรือน้ำฝรั่งคั้นสดมีวิตามินซีสูง แต่ต้องคั้นแล้วดื่มเลย อย่าทิ้งไว้วิตามินซีจะได้ไม่สลายตัวเวลาถูกกับอากาศ
3. กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ธรรมชาติบำบัดถือว่าสิวเกิดจากสารพิษ หากสารพิษค้างอยู่ในเลือดมากเกินไป ร่างกายจะดันเอาสารพิษออกไปอยู่ที่ผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังเป็นส่วนที่ปลอดภัยที่สุด สิวจึงปะทุออกมาอยู่บนใบหน้า แผ่นหลัง ต้นแขน ฯลฯ นั่นแหล่ะเป็นวิธีที่ร่างกายกำจัดสารพิษทิ้งด้วยตัวของมันเอง และนี่เองทีท้องผูกเป็นต้นเหตุของสิว เวลาอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ พิษจากอุจจาระสามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดเยอะแยะเลย
ดังนั้น หากเป็นสิวเรื้อรังและอยากจะหาย การอดด้วยวิธีกินผลไม้ทั้งวัน เช่น กินฝรั่ง หรือมะละกอทั้งสักสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยร่างกายขับสารพิษออกไปได้
การสวนกาแฟก็จะไปกระตุ้นตับให้ขับสารพิษออกมาได้มากขึ้น และทำให้สิวหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากสวนกาแฟเป็น ให้สวนทุกวันจะช่วยได้มาก การแก้ปัญหาท้องผูกด้วยการกินสารเส้นใยให้มากพอ การกินข้าวกล้องทุกมื้อ กินเมล็ดธัญพืช กินผัก ผลไม้เป็นประจำ ดื่มน้ำมากๆ จะช่วยบรรเทาอาการของสิวลง
4. หาทางคลายเครียด การฝึกจิตสงบด้วยโยคะ ชี่กงไท้เก๊ก มีประโยชน์ การฝึกสมาธิ สวดมนต์เป็นประจำยิ่งดีใหญ่เลย การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อระเหิดความเครียดจะช่วยได้มาก แต่อย่าลืมว่าอาหารก็สามารถใช้ลดความเครียดได้ อาหารที่มีวิตามินบีและซีสูงๆ จะทำให้หายเครียดได้ ซึ่งก็ไม่พ้นที่ต้องกินข้าวกล้องผักสดและผลไม้สดเป็นประจำนั่นแหล่ะ
ข้อควรระวังสำหรับคนเป็นสิวคือ อย่านอนดึก อย่าเอามือสกปรกจับหรือลูบใบหน้า อย่าล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมทุกครั้ง เพราะผิวหน้าจะแห้งเกินไป ติดเชื้อง่ายพยายามเลี่ยงอาหารไขมันสูง เนย ชีส ช็อกโกแลต กะทิ อะไรทำนองนี้ เพื่อที่ไขมันจะได้ไม่ล้นเกิน จะได้ไม่เป็นภาระของร่างกายที่ต้องขับน้ำมันออกไปตามต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ให้เสี่ยงต่ออาการอักเสบติดเชื้อ วิธีนี้จะลดอัตราเสี่ยงของการเกิดสิวลง
--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : ขวัญเรือน ปักษ์หลังพฤษภาคม 2550 ฉบับที่ 852 ปีที่ 39
ความสุขจากการมองโลกในแง่ดี
ความสุขจากการมองโลกในแง่ดี
สถานีโทรทัศน์ไทยที.วี.สี ช่อง 3 ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ความสุขจากการมองโลกในแง่ดี” ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปจากทุกแผนกฟัง เมื่อเร็วๆ นี้
เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก และได้รับความสนใจดียิ่ง
ความสุขของมนุษย์มีหลายอย่างหลายมิติ
บางอย่างก็ฉาบฉวย ผิวเผินบางอย่างก็ลึกซึ่ง
แต่ความสุขเป็นสิ่งดีที่ใครๆ ก็อยากได้ แม้จะรู้ว่ามักจะอยู่กับเราไม่นานนัก ถ้าเราไม่ฝึกใจฝึกนิสัยให้มีความสุขอย่างแท้จริง ความสุขก็หลุดล่องลอยไปจากตัวเราได้ง่าย
ความสุขในแง่จิตวิทยาเป็นสุขแบบหนึ่ง ที่มนุษย์นิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเห็นผลได้ง่าย
ความสุขจากการมองโลกในแง่ดีก็เป็นความสุขในแนวนำจิตวิทยามาประยุกต์ใช้อย่างหนึ่ง
มนุษย์ทั่วไปมักจะมองโลกชีวิตตัวเอง และคนอื่นเป็น 3 แบบคือ
มองโลกในแง่ดี หรือบวก (+)
มองโลกในแง่ไม่ดี หรือลบ (-)
และมองโลกในแง่กลางๆ หรือศูนย์ (0)
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรานั่งอยู่คนเดียวในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมชั้นหนึ่งที่มีผู้คนมาใช้บริการปะปนอยู่ จู่ๆมีผู้ชายคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก ท่าทางดี แต่งกายดี อายุกลางคน เดินยิ้มเข้ามาทักทายคุณว่า “ สวัสดีครับ ไปไหนมาครับ ? ” คุณคิดอย่างไรในแวบแรก
ถ้าคิดว่าเขาก็แค่คนๆ หนึ่ง คงทักคนผิด ก็เท่ากับคุณคิดแบบกลางๆ
ถ้าคิดว่าเขาอาจเป็นเพื่อนเก่าที่คุณจำไม่ได้ หรือเขาอยากรู้จักและเป็นมิตรใหม่กับคุณ ก็ถือว่าคุณคิดแบบบวก (+) มองโลกในแง่ดี
ถ้าคิดว่าเขาอาจเป็นพวกมิจฉาชีพจะมาต้มตุ๋น หรือผิดปรกติทางจิตหรือเปล่า ก็ถือว่าคุณคิดในแบบลบ (-)
เคยมีรายงานว่าคนที่คิดแบบบวก หรือมองโลกในแง่ดีจะมีความสุขมากกว่าอีก 2 ชนิด เพราะในช่วงที่คิดแบบบวกนั้นจะมีการหลั่งสารของความสุขออกมา
ทำให้เกิดความหวังในชีวิตเสมอ มีกำลังใจ มองตัวเองและคนอื่นแบบมีค่าและมีศักดิ์ศรี มีมิตรเพิ่มขึ้น เข้ากับผู้คนได้ง่าย ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอ และสามารถแก้ไขอุปสรรคในชีวิตและการทำงานได้ดี ขอโทษเป็น มีอารมณ์ขันได้ ไม่กังวลใจ หรือสงสัยในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และรู้จักทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเล็กได้ด้วย
สิ่งดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ทำให้มีความสุขทั้งนั้น
คนที่มองโลกในด้านดีมักมีจิตใต้สำนึกที่ดี เคยได้รับความรักและความสนใจจากครอบครัวมาก่อน หรือเป็นเพราะเห็นแบบอย่างและประโยชน์จากการมองโลกในด้านดี จากสิ่งแวดล้อม หรือครอบครัวมาก่อน หรือเป็นเพราะมีการฝึกจิตใจให้มองโลกในด้านดีเสมอมา
อาจมีคำถามว่าถ้าเรามองโลกในด้านดี แล้วเชื่อคนอื่นได้ง่ายๆ มิเสียรู้คนบ่อยๆ หรือ
ก็ขอตอบว่า คนมองโลกในด้านดีก็มีสติและปัญญา รู้จักเลือกว่าควรจะปล่อยใจให้เชื่อคนแต่ละคนได้ต่างกัน รู้จักวางตัว และถอยตัวเป็นเมื่อพบคนไม่ดีหรือสิ่งไม่ดีจริงๆ เขาไม่ใช่คนโง่ที่ยอมให้ชักจูงได้ง่าย หรือแม้จะเสียรู้บ้างก็ไม่เสียใจมากนัก พร้อมจะรับไว้เป็นบทเรียน และยังมองโลกในแง่ดีอีกต่อไป เพราะรู้ว่าประโยชน์มีมากกว่าโทษ
ในการบรรยายนั้นได้สอนวิธีพัฒนาความคิดจาก (-) ให้ (+) ในระดับจิตใต้สำนึก เพื่อจะได้มองโลกในแง่ดี จากนั้นเราจะรู้จักตัวเองเป็นมากขึ้น อยากทำกิจกรรมดีๆ เพื่อตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย การสร้างความสัมพันธ์ดีๆ กับเพื่อนมากขึ้น ได้สอนวิธีให้ความรัก ถนอมความรัก วิธีการให้อภัยตนเองและคนอื่น รวมทั้งวิธีลดความเครียด มองข้ามความหยุมหยิม ไม่ทำตัวหน้าเบื่อจำเจ รู้จักลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซาบซึ้งความดีของตนเองและคนอื่น รู้จักยิ้มและมีความสุขได้แม้ในยามลำบาก หรือไม่มีความสุข
ประโยชน์ของการฝึกนิสัยให้มองโลกในแง่ดีนั้นมีมากมาย เป็นการเปิดประตูให้เป็นมิตรกับตัวเองและคนอื่นได้มากขึ้น และทำให้ชีวิตมีพลังของการคิดในแนวบวก ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่มี
อ่านถึงตรงนี้แล้ว นึกอยากฝึกตัวเองให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้นไหมเล่า อย่าบอกว่าฝึกไม่ได้หรอก หรือมันยากเกินไปเลย เพราะนั่นเป็นการเริ่มต้น วิธีคิดแบบคนมองโลกในแง่ไม่ดีต่างหาก
อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ
พบกับ....สวัสดี.....ชีวิต พ็อคเก็ตบุ๊คเล่มใหม่ เขียนโดย ศ.ดร.นายแพทย์วิทยา นาควัชระ หนังสือเล่มนี้จะบอกถึงแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ทั้งที่ชอบ – ไม่ชอบ ดี – ไม่ดี เพื่อจะได้เข้าใจรู้จักและยอมรับแง่มุมเหล่านั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกล่าวคำ “ สวัสดี ” กับชีวิต แล้วชีวิตจะมีแต่ดี...กับ..ดีขึ้น...ทุกวัน มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้
--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : ดิฉัน ปีที่ 30 ฉบับที่731 วันที่ 15สิงหาคม2550
สถานีโทรทัศน์ไทยที.วี.สี ช่อง 3 ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ความสุขจากการมองโลกในแง่ดี” ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปจากทุกแผนกฟัง เมื่อเร็วๆ นี้
เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก และได้รับความสนใจดียิ่ง
ความสุขของมนุษย์มีหลายอย่างหลายมิติ
บางอย่างก็ฉาบฉวย ผิวเผินบางอย่างก็ลึกซึ่ง
แต่ความสุขเป็นสิ่งดีที่ใครๆ ก็อยากได้ แม้จะรู้ว่ามักจะอยู่กับเราไม่นานนัก ถ้าเราไม่ฝึกใจฝึกนิสัยให้มีความสุขอย่างแท้จริง ความสุขก็หลุดล่องลอยไปจากตัวเราได้ง่าย
ความสุขในแง่จิตวิทยาเป็นสุขแบบหนึ่ง ที่มนุษย์นิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเห็นผลได้ง่าย
ความสุขจากการมองโลกในแง่ดีก็เป็นความสุขในแนวนำจิตวิทยามาประยุกต์ใช้อย่างหนึ่ง
มนุษย์ทั่วไปมักจะมองโลกชีวิตตัวเอง และคนอื่นเป็น 3 แบบคือ
มองโลกในแง่ดี หรือบวก (+)
มองโลกในแง่ไม่ดี หรือลบ (-)
และมองโลกในแง่กลางๆ หรือศูนย์ (0)
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรานั่งอยู่คนเดียวในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมชั้นหนึ่งที่มีผู้คนมาใช้บริการปะปนอยู่ จู่ๆมีผู้ชายคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก ท่าทางดี แต่งกายดี อายุกลางคน เดินยิ้มเข้ามาทักทายคุณว่า “ สวัสดีครับ ไปไหนมาครับ ? ” คุณคิดอย่างไรในแวบแรก
ถ้าคิดว่าเขาก็แค่คนๆ หนึ่ง คงทักคนผิด ก็เท่ากับคุณคิดแบบกลางๆ
ถ้าคิดว่าเขาอาจเป็นเพื่อนเก่าที่คุณจำไม่ได้ หรือเขาอยากรู้จักและเป็นมิตรใหม่กับคุณ ก็ถือว่าคุณคิดแบบบวก (+) มองโลกในแง่ดี
ถ้าคิดว่าเขาอาจเป็นพวกมิจฉาชีพจะมาต้มตุ๋น หรือผิดปรกติทางจิตหรือเปล่า ก็ถือว่าคุณคิดในแบบลบ (-)
เคยมีรายงานว่าคนที่คิดแบบบวก หรือมองโลกในแง่ดีจะมีความสุขมากกว่าอีก 2 ชนิด เพราะในช่วงที่คิดแบบบวกนั้นจะมีการหลั่งสารของความสุขออกมา
ทำให้เกิดความหวังในชีวิตเสมอ มีกำลังใจ มองตัวเองและคนอื่นแบบมีค่าและมีศักดิ์ศรี มีมิตรเพิ่มขึ้น เข้ากับผู้คนได้ง่าย ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอ และสามารถแก้ไขอุปสรรคในชีวิตและการทำงานได้ดี ขอโทษเป็น มีอารมณ์ขันได้ ไม่กังวลใจ หรือสงสัยในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และรู้จักทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเล็กได้ด้วย
สิ่งดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ทำให้มีความสุขทั้งนั้น
คนที่มองโลกในด้านดีมักมีจิตใต้สำนึกที่ดี เคยได้รับความรักและความสนใจจากครอบครัวมาก่อน หรือเป็นเพราะเห็นแบบอย่างและประโยชน์จากการมองโลกในด้านดี จากสิ่งแวดล้อม หรือครอบครัวมาก่อน หรือเป็นเพราะมีการฝึกจิตใจให้มองโลกในด้านดีเสมอมา
อาจมีคำถามว่าถ้าเรามองโลกในด้านดี แล้วเชื่อคนอื่นได้ง่ายๆ มิเสียรู้คนบ่อยๆ หรือ
ก็ขอตอบว่า คนมองโลกในด้านดีก็มีสติและปัญญา รู้จักเลือกว่าควรจะปล่อยใจให้เชื่อคนแต่ละคนได้ต่างกัน รู้จักวางตัว และถอยตัวเป็นเมื่อพบคนไม่ดีหรือสิ่งไม่ดีจริงๆ เขาไม่ใช่คนโง่ที่ยอมให้ชักจูงได้ง่าย หรือแม้จะเสียรู้บ้างก็ไม่เสียใจมากนัก พร้อมจะรับไว้เป็นบทเรียน และยังมองโลกในแง่ดีอีกต่อไป เพราะรู้ว่าประโยชน์มีมากกว่าโทษ
ในการบรรยายนั้นได้สอนวิธีพัฒนาความคิดจาก (-) ให้ (+) ในระดับจิตใต้สำนึก เพื่อจะได้มองโลกในแง่ดี จากนั้นเราจะรู้จักตัวเองเป็นมากขึ้น อยากทำกิจกรรมดีๆ เพื่อตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย การสร้างความสัมพันธ์ดีๆ กับเพื่อนมากขึ้น ได้สอนวิธีให้ความรัก ถนอมความรัก วิธีการให้อภัยตนเองและคนอื่น รวมทั้งวิธีลดความเครียด มองข้ามความหยุมหยิม ไม่ทำตัวหน้าเบื่อจำเจ รู้จักลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซาบซึ้งความดีของตนเองและคนอื่น รู้จักยิ้มและมีความสุขได้แม้ในยามลำบาก หรือไม่มีความสุข
ประโยชน์ของการฝึกนิสัยให้มองโลกในแง่ดีนั้นมีมากมาย เป็นการเปิดประตูให้เป็นมิตรกับตัวเองและคนอื่นได้มากขึ้น และทำให้ชีวิตมีพลังของการคิดในแนวบวก ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่มี
อ่านถึงตรงนี้แล้ว นึกอยากฝึกตัวเองให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้นไหมเล่า อย่าบอกว่าฝึกไม่ได้หรอก หรือมันยากเกินไปเลย เพราะนั่นเป็นการเริ่มต้น วิธีคิดแบบคนมองโลกในแง่ไม่ดีต่างหาก
อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ
พบกับ....สวัสดี.....ชีวิต พ็อคเก็ตบุ๊คเล่มใหม่ เขียนโดย ศ.ดร.นายแพทย์วิทยา นาควัชระ หนังสือเล่มนี้จะบอกถึงแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ทั้งที่ชอบ – ไม่ชอบ ดี – ไม่ดี เพื่อจะได้เข้าใจรู้จักและยอมรับแง่มุมเหล่านั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกล่าวคำ “ สวัสดี ” กับชีวิต แล้วชีวิตจะมีแต่ดี...กับ..ดีขึ้น...ทุกวัน มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้
--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : ดิฉัน ปีที่ 30 ฉบับที่731 วันที่ 15สิงหาคม2550
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)